แชร์ประสบการณ์

บทเรียนจากดราม่าเอเจนต่างชาติ เมื่อ “การสื่อสารข้ามวัฒนธรรม” กลายเป็นประเด็น

มีลูกค้าคนไทยท่านหนึ่งโพสต์ตำหนิในกลุ่มว่า เอเจนต่างชาติหยาบคายกับเธอ

แน่นอนค่ะ เมื่อดราม่าลง คอมเมนต์ก็ทะลักทันที

ชาวต่างชาติหลายคน ทั้ง Native speakers และคนที่ใช้ชีวิตทำงานข้ามวัฒนธรรม เข้ามาคอมเมนต์ว่า เอเจนคนนั้นไม่ได้หยาบคายอะไรเลย ไม่มี C**t,F word หรือ การเหยียดเชื้อชาติใดๆ

แค่ถามตรง ๆ ว่า

“When is your move-in date?”

และเมื่อยังไม่ได้คำตอบ เขาก็ถามย้ำอีกครั้ง

พร้อมถามเพิ่มเติมว่า

“Are you aware about 2 months deposit and 1 month rent before moving in?”

ข้อเท็จจริงของบทสนทนาที่ถูกแคปมาลง มีเพียงเท่านี้

แต่สำหรับลูกค้าคนไทยท่านนั้น

การถามย้ำเรื่อง Move-in date ก่อนนัดเข้าชมห้อง กลับสร้างความไม่พอใจให้กับเธออย่างมาก

เพราะเธอบอกว่ายังไม่ทราบแผนการย้าย ต้องรอถามแฟนก่อน แต่อยากจะชมห้องแล้ว

ถ้ามองในมุมเอเจน นี่เป็นเรื่องปกติมากในการ screen ลูกค้า ก่อนนัดเข้าชม

ลูกค้าหลายท่านไม่ทราบว่า การจองห้องเช่าตามปกติ เจ้าของทรัพย์มักจะ hold booking ให้ได้ไม่เกินประมาณ 1 เดือน

และถ้าเป็นห้องที่ demand สูง บางครั้งก็อาจน้อยกว่านั้น

ถ้าไม่ทราบ Move-in date เลย เอเจนก็มักจะยังไม่พาชม

เพราะสุดท้ายอาจกลายเป็นว่า ชอบห้อง แต่จองไม่ได้

เสียเวลาทั้งสองฝ่าย

เพราะห้องเช่าดีๆ เช้าอยู่ บ่ายก็อาจมีคนเช่าไปแล้ว

แต่สิ่งที่น่าสนใจ ในดราม่านี้คือ บทเรียนเรื่องการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม

หนึ่งใน concept ที่ใช้กันบ่อยคือ Low Context และ High Context communication

ผู้คนฝั่งตะวันตกจำนวนมาก มักสื่อสารแบบ Low Context

คือพูดตรง แจ้งความต้องการชัดเจน ไม่อ้อมค้อม เพราะฉันกับคุณมีความเท่าเทียมกัน

ในเคสตัวอย่าง เอเจนต่างชาติเขาใช้การสื่อสารแบบ Low Context

ในบางสถานการณ์ การพยายามยิ้มกลบเกลื่อน หรือพูดอ้อมเพื่อให้บรรยากาศดี อาจถูกมองว่าไม่ professional หรือเหมือนกำลังปกปิดปัญหาเสียด้วยซ้ำ

ในขณะที่วัฒนธรรมเอเชียจำนวนมาก รวมถึงไทย มักเป็น High Context communication

เราให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ ความรู้สึก ความเกรงใจ ลำดับอาวุโส

บริการแบบไทยที่มีชื่อเสียงก็เกิดจากตรงนี้

ความสุภาพ อ่อนโยน และการดูแลลูกค้า

เช่นเดียวกับญี่ปุ่น มีวัฒนธรรมการสื่อสารเน้นความสุภาพ

แม้จะไม่พอใจอย่างมาก ก็ไม่จำเป็นต้องพูดตรงออกมา

จึงไม่แปลกที่ Executive ชาวญี่ปุ่นจะเช่าอสังหาฯ เขามักจะมีเอเจนชาติเดียวกันมาช่วยดูแล

เพราะแม้แต่คนที่ทำงานข้ามวัฒนธรรมมานาน ก็อาจไม่ได้เข้าใจ nuance เหล่านี้ลึกซึ้งเพียงพอ

แน่นอนว่า ในภาษาอังกฤษเองก็มีวิธีทำให้ประโยคดูนุ่มนวลขึ้น เช่น

“Could you please…”

“Would you mind…”

หรือประโยคที่สุภาพมากอย่าง

“May I trouble you?”

ซึ่งเคยได้ยินนักลงทุนชาวออสเตรเลียพูดประโยคนี้กับพนักงานโรงแรม เพื่อขอน้ำตาลเพิ่มในกาแฟ ก็ฟังแล้วรู้สึกสุภาพมากทีเดียว

ในงานอสังหาฯ บางครั้งเอเจนจำเป็นต้องถามคำถามลึก ๆ เพื่อเข้าใจเหตุผลในการย้าย

ซึ่งในภาษาไทย เราอาจพูดง่าย ๆ ว่า

“ขออนุญาตทราบเหตุผลที่ต้องย้ายจากคอนโดเดิมได้ไหมคะ”

คำถามนี้ช่วยประเมินทั้งความเร่งด่วน และ deal breaker ที่ซ่อนอยู่

เช่น บางท่านต้องย้ายเพราะมีการก่อสร้างข้างตึก ตอกเสาเข็มเสียงดังมาก แต่เขาทำงานที่บ้านทั้งวัน

ในภาษาอังกฤษ เราอาจถามว่า

“May I know what’s prompting us to move from the current place?”

การใช้คำว่า us ทำให้ประโยคดูเหมือนเราอยู่ทีมเดียวกับลูกค้า และช่วยลด friction หรือการต่อต้าน ในการแชร์ข้อมูลส่วนตัวลง

ถ้าไม่ได้คิดประโยคไว้ก่อน เอเจนที่ไม่ใช่ Native speaker และพอรู้ภาษาอังกฤษมาบ้าง อย่างดิชั้น อาจเผลอถามตรง ๆ แบบ

“Why do you have to move?”

ซึ่งฟังแล้วอาจทำให้ลูกค้าสะดุ้งได้

แม้กับคนจากประเทศที่สื่อสารแบบตรงก็ตาม

ลูกค้าบางชาติเองก็เติบโตมากับวัฒนธรรมที่ Assertive มาก

เขาไม่กลัวการต่อรอง ไม่กลัวการเรียกร้องสิ่งที่คิดว่าสมควรได้

ซึ่งบางครั้งก็ทำให้ Owner และเอเจนไทยรู้สึกว่า ลูกค้าก้าวร้าว หรือจุกจิกเกินไป

แต่จริง ๆ แล้ว หลายวัฒนธรรมโตมากับความคิดที่ว่า

“If you are quiet, you are not so important.”

ซึ่งแตกต่างจากวัฒนธรรมไทยที่มองว่า ความสุภาพ เงียบ และเรียบร้อย เป็นคุณสมบัติที่ดีในการใช้ชีวิตและทำธุรกิจ

แม้จะทำงานกับลูกค้าหลายเชื้อชาติมาเกินสิบปี ผู้เขียนก็ยังเป็นคนไทยค่ะ

คำพูดบางคำ กิริยาบางอย่างของลูกค้า สมัยเริ่มทำงานใหม่ ๆ ก็สะเทือนความรู้สึกอยู่บ่อยเหมือนกัน

ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ลูกค้าไม่ได้ตั้งใจทำให้เราเสียใจ

เขาแค่กำลังสื่อสารความต้องการของตัวเอง

เวลา จึงค่อย ๆ สอนให้เราแยกแยะได้ดีขึ้นระหว่าง

Aggressive — ความก้าวร้าว

กับ

Assertive — การยืนหยัดสื่อสารความต้องการของตัวเอง

และทำให้รับมือกับสถานการณ์เหล่านี้ได้ดีขึ้น

โดยไม่ต้องเอาใจตัวเองลงไปเล่นกับมันมากนัก

ยังอนุญาตให้ตัวเองพูดผิด ในหน้างานจริง โดยไม่กดดันว่าต้องทำทุกอย่างถูกต้องเสมอ

และขอโทษลูกค้า กับประโยคแบบไทยที่เราแปลในหัวเป็นภาษาอังกฤษ แล้วมันทำให้ลูกค้าสะดุ้ง

ผู้คนคิด พูด และทำ ในรูปแบบต่าง ๆ จากรากฐานการเติบโตและประสบการณ์ชีวิตของเขา

จึงไม่จำเป็นต้องโกรธเคือง เพียงเพราะเราไม่เห็นด้วย

สุดท้ายแล้ว ในการเจรจาธุรกิจ สิ่งที่เราทำก็อาจเป็นเพียงประโยคเรียบ ๆ ว่า

We acknowledge your request to adjust the contract terms.

Here is what we can accommodate.

However, these clauses will remain as our standard terms.

จากนั้นเราก็หาจุดลงตัว

หรือถ้าไม่ต่อรองอะไรทั้งสิ้น Take it or Leave it

จะตอบแบบ Non native speaker ว่า we will firmly keep it as our protocol

ก็ชัดเจน เพียงพอ แบบไม่ต้องสน Elegance ใดๆ

ถ้าเริ่มรู้สึกว่าอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องมากเกินไป บางครั้งการเบรก หรือเปลี่ยนผู้เจรจาต่อรอง ก็เป็นทางเลือกที่ดี

และนั่นจึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่า

ทำไมเจ้าของทรัพย์จึงควรมีเอเจนมืออาชีพช่วยดูแลธุรกรรมอสังหาฯ

เพื่อช่วยลดแรงกระแทกที่ไม่จำเป็น

และทำให้การตัดสินใจรับ หรือปฏิเสธข้อเสนอ

มีประสิทธิภาพมากขึ้น บนเหตุผล และสภาวะจิตใจสงบ มากกว่าอารมณ์
main-image
profile-avatar
Naowarat 13/03/2569 19:13
แชร์ประสบการณ์

แชร์เรื่องราว ลูกค้าในความทรงจำให้ฟังหน่อย

จากประสบการณ์ที่ทำงานด้านนี้มาหลายปี พบเจอลูกค้ามากมาย แต่มีผ๔้เท่าที่ทำให้ประทับใจ 1 ท่าน เป็นคุณแม่ที่หาห้องให้ลูกกำลังเข้ามาเรียนมหาลัยใน กทม.  ครอบครัวเขาน่ารักกับเอเจ้นท์มากๆ ช่วยเอเจ้นท์ทำงานได้ง่าย ปิดดีลง่าย โอนไว ไม่เรื่องเยอะ

เราช่วยดูแลลูกเขา มีปัญหาอะไร ช่วยเหลือตลอด ตอนนี้ เปลี่ยความสัมพันธ์ลูกค้าเอเจ้นท์ เป็นคนที่สนิทกันแล้วค่ะ ปีใหม่ สงกรานต์ ลูกค้าก็มีของฝากมาให้เอเจ้นท์เสมอ  เร็วๆนี้ลูกค้ากำลังจะเรียนจบ จะย้ายกลับบ้านแล้ว เอเจ้นท์รู้สึกใจหายเหมือนกัน เป็นเคสที่ประทับใจไม่มีวันลืมเลยค่ะ
main-image
แชร์ประสบการณ์

รีวิวประสบการณ์ Co-agent: ปิดดีลไวขึ้น 2 เท่า หรือแค่แบ่งค่าคอมฯ?

จากประสบการณ์ที่ได้ลองเปิดรับ Co-agent ในการปล่อยเช่า/ขายคอนโดมาพักใหญ่ บอกเลยว่า "ถ้าทำเป็น...ชีวิตเปลี่ยน" ค่ะ แต่มันก็มีทั้งมุมที่แฮปปี้และมุมที่ต้องทำการบ้านเพิ่มนะคะ
✅ ข้อดีที่ทำให้ตัดสินใจรับ Co-agent
• ปิดงานไวคือหัวใจสำคัญ: บางครั้งเรามีห้องที่สวยมาก แต่หาลูกค้าที่ "ใช่" ไม่เจอสักที การรับโคฯ ช่วยให้เราเข้าถึงฐานลูกค้าของเอเจ้นท์คนอื่นทันที ไม่ต้องรอแค่คนทักเพจเรา
• ลดภาระการพาส่องห้อง: เอเจ้นท์ฝ่ายลูกค้าจะช่วยกรองลูกค้ามาให้ระดับหนึ่งแล้ว ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาไปเปิดห้องให้คนที่ไม่พร้อมจริงๆ
• Connection ระยะยาว: หลายครั้งที่จบงานหนึ่งไปแล้ว กลายเป็นว่าเรากับเพื่อนเอเจ้นท์คนนั้นส่งงานให้กันต่อได้เรื่อยๆ
⚠️ สิ่งที่ต้องระวัง (Pain Points ที่เคยเจอ)


• เรื่องการแบ่งค่าคอมมิชชั่น: ต้องตกลงกันให้จบตั้งแต่ "คำแรก" ว่าแบ่งกัน 50/50 หรือสัดส่วนเท่าไหร่ และจะจ่ายตอนไหน เพื่อป้องกันปัญหาผิดใจกันภายหลังค่ะ
main-image
profile-avatar
nattakarndv 28/02/2569 15:16
แชร์ประสบการณ์

สิ่งที่น่ากังวลเกี่ยวกับการทำการตลาดปีนี้ ไม่ใช่เรื่องของการทำอย่างไรให้ mass

วันนี้ได้มีโอกาสนั่งคุยกับน้องๆเอเจ้นท์ เพื่ออัพเดทสถานการณ์ ปี 2569 ถือว่าเป็นปีที่เอเจ้นท์หน้าเก่าล้มหายตายจากไปเยอะแต่ก็ถูกทดแทนด้วยเอเจ้นท์หน้าใหม่ไม่น้อยเช่นกัน

กล่าวโดยสรุป สิ่งที่น่ากังวลเกี่ยวกับการทำการตลาดปีนี้ ไม่ใช่เรื่องของการทำอย่างไรให้ mass การทำการตลาดอย่างไรให้ลูกค้ามองเห็นแต่เป็นการทำการตลาดแบบ copy cat

คุณตื่นเช้ามาหยิบโทรศัพท์เลื่อนดู feed เอเจ้นท์คนเดิมทำคลิป present อีกแล้วยอดวิวหลักแสนคอมเมนต์อย่างแน่น

เมื่อคุณเห็นวิธีการทำการตลาดของเอเจ้นท์คนอื่นแล้วแล้วในหัวคุณเริ่มพูดกับตัวเอง “เขาทำได้ เราก็ต้องทำได้”

คุณเปิดกล้องพูดตามที่เห็นเขาพูดแต่งตัวคล้ายกันใช้มุมกล้องคล้ายกันใช้คำโปรยใกล้กันโพสต์ลงไปแล้วภาวนารอปาฏิหาริย์ให้ mass เหมือนเค้าบ้าง

ยอดวิวมาน้อยกว่าที่คิดคุณบอกตัวเองว่าไม่เป็นไรต้องสม่ำเสมอ

สิ่งเหล่านี้มันไม่ผิดอะไรแต่ลึก ๆ คุณรู้ว่าการนำเสนอแบบนี้มันไม่ใช่ตัวคุณ

คุณลองเลื่อนดูเพจตัวเองคอนโด 1-2ล้านก็มี บ้านเดี่ยวก็ขายที่ดินก็รับบ้านหรูก็ไม่พลาดทุกอย่างดูครบแต่ main port ตัวเองกลับไม่มีอะไรชัดเลย

ถ้าปิดชื่อเพจคุณออกมันก็เหมือนเพจเอเจ้นท์ทั่วไปอีกหนึ่งเพจคุณไม่กล้าถามตัวเองตรง ๆถ้าวันนี้ลูกค้าจะซื้อบ้านหรูเขานึกถึงคุณไหม

ถ้าจะลงทุนคอนโดชื่อคุณลอยขึ้นมาในหัวเขาหรือเปล่า

หรือคุณเป็นแค่ตัวเลือกที่ใครๆก็สามารถแทนคุณได้คุณไม่ได้สร้างตัวตนในรูปแบบของตัวเองคุณสร้างแค่การมีตัวตนอยู่

ปี 2569 มันไม่ใช่ปีของคนทำเยอะมันคือปีของคนที่ "มีความชัดเจนในรูปแบบของตัวเอง"

ชัดว่าชั้นยืนอยู่ใน segment ไหน ชัดว่าจุดเด่นของชั้นคือขายอะไร ชัดว่ารูปแบบการนำเสนอของชั้นเป็นแบบไหน ชัดว่าชั้นไม่รับอะไร ชัดว่าใครคือกลุ่มลูกค้าของชั้นแต่การจะชัดได้นั้นมันต้องยอมตัด

ตัดงานที่ไม่ใช่ตัดภาพลักษณ์ที่ฝืนตัดความกลัวว่าจะพลาดโอกาสและนั่นแหละคือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ยังไม่กล้าทำมัน

คุณกลัวว่าถ้าเลือกทางเดียวรายได้จะหาย

คุณกลัวว่าถ้าไม่ทำตามกระแสจะตกขบวน

คุณกลัวว่าถ้าไม่ทำเหมือนคนที่ปังจะไม่มีวันปัง

แต่คุณไม่เคยกลัวเลยว่าถ้าคุณยังเหมือนคนอื่นคุณจะไม่มีวันโดดเด่นในสายตาคนภายนอก

คุณต้องยอมเป็นคนส่วนน้อยเพราะในโลกความเป็นจริงคนที่ประสบความสำเร็จคือคนส่วนน้อยที่มีความคิดและความกล้าทำในสิ่งที่แตกต่าง

คนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่เป็นผู้นำไม่ใช่ผู้ตาม

หยุดหลอกตัวเองว่ากำลังสร้างแบรนด์ถ้าคอนเทนต์ของคุณที่ยังไม่มีสไตล์เฉพาะที่ยังไม่มีน้ำหนักทางความเชื่อหรือที่ยังไม่มีจุดยืน

มันไม่ใช่แบรนด์ตัวเองมันคือการลอกตัวตนคนอื่น

ลองนั่งเงียบ ๆไม่ต้องดูใครไม่ต้องเทียบใครถามตัวเองแบบไม่อ้อมค้อม

“คุณเก่งที่สุดเรื่องอะไร คุณเข้าใจตลาดไหนลึกที่สุด คุณอยากให้ลูกค้าเรียกคุณว่าอะไร”

ถ้าคำตอบยังคลุมเครืออย่าเพิ่งโทษตลาดอย่าเพิ่งโทษคู่แข่งโทษความไม่ชัดของตัวเองก่อน

ธรรมชาติธุรกิจเอเจ้นท์ในปีนี้จะคัดคนออกแบบเงียบๆ ช้าๆกลายเป็นทุกคนกำลังคว้าทุกอย่างเข้าหาตัวเพื่อไม่ให้ตัวเองหลุดจากวงการ

แต่ในทางกลับกันคนที่กล้าหยุดกล้าตัด กล้าชัดจะเริ่มมีที่ยืนของตัวเอง

**สาระสำคัญของบทความนี้**

คือการหาเอกลักษณ์ของตัวเองให้เจอถ้าไม่รู้จักตัวเองลองถามเพื่อนหรือคนรอบข้างว่าเรามีอะไรโดดเด่นกว่าคนทั่วไปเอาตรงไหนในตัวเรามาใช้ประโยชน์ได้บ้างโดยไม่มี bias กับคำแนะนำของเพื่อน

แล้วหาวิธีการนำเสนอของตัวเองให้เจออาจจะนำ model การนำเสนอของคนอื่มาเป็น inspire แต่อย่าถึงขั้นไปลอกเค้าทุกอย่าง

เพราะลูกค้ามักจะให้คุณค่ากับต้นฉบับไม่ใช่ของที่ลอกเลียนแบบ

ถ้าเค้าทำสำเร็จ ไม่ใช่ว่าคุณจะทำสำเร็จในทางกลับกันถ้าเค้าทำไม่สำเร็จ ไม่ใช่ว่าคุณจะไม่สำเร็จเหมือนกัน

อย่ามัวแต่เสียเวลาวิ่งตามรอยเท้าคนอื่นทำไมไม่สร้างรอยเท้าตัวเองขึ้นมาแล้วให้คนอื่นวิ่งตาม

คนที่วิ่งแข่งชนะคือคนที่มองไปแต่ข้างหน้าไม่เคยหันไปมองข้างหลัง

มีแต่คนแพ้ที่ได้เห็นแต่ข้างหลังของคนข้างหน้า

อ่านมาถึงตรงนี้ถ้าคุณเริ่มรู้สึกจุกอก เริ่มตึงที่หัวนั่นแปลว่าคุณตระหนักได้ว่ามีบางอย่างต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว

หรือจะไม่ยอมรับความจริงว่าสิ่งที่คุณทำอยู่อาจพาคุณไปผิดทาง

การที่จะรอดพ้นในปี 2569 ไม่ใช่ว่าคุณต้องขยันแค่ไหนแต่ตลาดจะถามคุณเองว่าคุณเป็นใครในตลาดนี้และคุณต้องตอบกับตัวเองอย่างซื่อสัตย์ว่าหลังจากวันนี้...คุณคือใคร
main-image
profile-avatar
matching 26/02/2569 17:47