ความรู้

ความรู้

มารู้จักคำว่า ‘เครดิตบูโร’ กู้ผ่านไม่ผ่าน พี่นี่แหละคนตัดสิน

วันที่สร้างประกาศ เวลาสร้าง 3 มีนาคม 2565 10:03
คำบางคำเราจะได้ยินหรือรู้จัก ก็ต่อเมื่อพาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้นๆ อย่างถ้าเราจะขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือกู้ซื้อรถ เราจะต้องเคยได้ยินคำนี้แน่ๆ นั่นก็คือ ‘เครดิตบูโร’ ซึ่งเวลาขอสินเชื่อ คอนโด หรือบ้านไม่ผ่าน เรามักจะได้ยินคำว่า ติดเครดิตบูโร กันจนชินหู แต่ความจริงเป็นเรื่องที่ผิด!! และที่ถูกต้องจะเป็นยังไงไปทำความเข้าใจใหม่กันได้เลย
ความหมายของ ‘เครดิตบูโร’
แท้จริงแล้วเป็นบริษัทที่ชื่อว่า บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ(National of Credit Bureau) หรือ NCB หรือที่เราคุ้นหูกันดีว่า บูโร ซึ่งทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเครดิต เกี่ยวกับประวัติการชำระหนี้ ของบุคคลนั้นๆ รวมถึงนิติบุคคลด้วย ซึ่งถ้าถามว่ารู้ได้ยังไง ก็รู้จากสถาบันทางการเงินหรือที่เป็นสมาชิกส่งข้อมูลมาให้ ทำให้เครดิตบูโรเปรียบเสมือนตัวกลางรวมถึงเป็นแหล่งเก็บข้อมูลนั่นเอง
เก็บข้อมูลแบบไหน
หลักๆ ก็เป็นเรื่องของ ข้อมูลส่วนตัว ที่บอกแค่ ชื่อ นามสกุล วัน/เดือน/ปีเกิด เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ อาชีพ สถานภาพ แค่ประมาณนี้ ส่วนเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพหรือเกี่ยวข้องกับคดีความต่างๆ เครดิตบูโรไม่มีข้อมูลละเอียดขนาดนั้น


อีกหนึ่งข้อมูลที่เก็บคือ เกี่ยวกับสินเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นการขอ การอนุมัติ หรือแม้แต่การชำระ ทั้งในเรื่องของที่อยู่อาศัย เงินสด รถ บัตรเครดิต ค้ำประกัน ซื้อขายหลักทรัพย์ แต่จะเป็นในส่วนของหนี้สินเท่านั้น รวมหมดทั้งหนี้ที่ดีและไม่ดี โดยเค้าจะมีบอกว่าเราชำระตรงหรือไม่ตรงกำหนดไหม ค้างชำระรึเปล่า อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ว่ามาถ้าเป็นรายบุคคล จะแสดงย้อนหลังได้ 3 ปี
สัญลักษณ์แสดงฐานะบัญชี
ข้อมูลเครดิตนั้น ถูกกำหนดด้วยตัวเลข ที่แตกต่างกันตามแต่ละความหมาย ดังนี้

10 คือ ปกติ หมายถึง มีการชำระตรงเวลา ไม่มียอดค้างชำระหรือชำระไม่เกิน 30 วัน และทำการจ่ายครบตามเงื่อนไข


11 คือ ปิดบัญชี หมายถึง ไม่มีการค้างชำระใดๆ สินเชื่อนั้นได้ทำการปิดบัญชีเรียบร้อย


12 คือ พักชำระหนี้ตามนโยบาลรัฐ หมายถึง เคยมียอดค้างชำระแต่เข้าโครงการพักชำระหนี้ตามนโยบายรัฐ สถานะเลยไม่เป็นการชำระ


20 คือ หนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน หมายถึง ค้างชำระมาตั้งแต่อดีตลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลลบต่อเจ้าของบัญชี
ข้อมูลนี้ใครมีสิทธิ์ได้ดู
คนแรกเลยก็คือเจ้าของบัญชีเอง โดยเสียค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 100-150 บาท ซึ่งสามารถเลือกสถานที่ในการขอเช็กข้อมูลได้ตามในรูปข้างล่างนี้เลย หรือถ้าเราไม่สะดวกไปเองก็สามาถทำหนังสือส่งมอบอำนาจให้คนอื่นไปแทน แต่ไม่สามารถขอดูข้อมูลของอื่นได้เอง นอกจากนี้ยังมี สมาชิก ของเครดิตบูโร ที่สามารถเข้าดูได้ ก็จะมีธนาคารต่างๆ ผู้ให้บริการบัตรเครดิต บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ เป็นต้น เพื่อจะได้ตรวจสอบว่าประวัติการชำระหนี้ของเราโอเคไหม มีปัญหารึเปล่าทำนองนี้
ความเข้าใจผิดต่อ ‘เครดิตบูโร’
คราวนี้ความเข้าใจผิดบังเกิด เนื่องจากการสื่อสารที่สั้นและกระชับเกินไปอาจทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดได้ เพราะเวลาทางผู้ถูกกู้บอกว่าจะขอเช็กเครดิตบูโรก่อน ซึ่งถ้าผ่านก็ไม่ใช่ปัญหา แต่คราวนี้พอไม่ผ่าน และใช้คำสั้นๆ แค่ว่า ติดเครดิตบูโร หรือ ติด Blacklist จึงทำให้ไม่สามารถขอสินเชื่อได้ ทำให้บางคนอาจเข้าใจว่าเครดิตบูโรเป็นผู้ทำ ซึ่งพอได้อ่านมาตั้งแต่ต้นจะเข้าใจได้เลยว่า เครดิตบูโร ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจหรือทำให้ใครติดบูโรใดๆ ทั้งสิ้น เพราะสาเหตุอาจเกิดจากตัวผู้ขอกู้เอง ที่มีประวัติการชำระที่ไม่ค่อยดี อย่างทำการผิดนัดชำระ หรือค้างชำระ เป็นต้น
บทความนี้หวังแค่ว่าจะเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ที่ทำให้ผู้ขอสินเชื่อรายใหม่ๆ หรือใครหลายคนที่ยังเข้าใจเรื่องนี้ผิดอยู่ ได้ทำความเข้าใจบริบทและการทำงานของ "เครดิตบูโร" ได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

ความรู้

#มีทิปเล็กๆน้อยๆ ของการกู้ซื้อบ้าน ของพวกเรา นายหน้าอสังหาริมทรัพย์

โอ๋จดทะเบียนบริษัทมา 1 ปี 10เดือน แต่เราต้องแสดงหลักฐานให้แบงค์เห็นว่าเราทำธุรกิจมานานแล้ว ยิ่งนานยิ่งดี

โอ๋ใช้สำเนาสัญญาเช่าออฟฟิศ ซึ่งเช่ามา 6 ปีแล้วและสำเนาใบเสร็จการซื้อโฆษณากับเวปไซต์ต่างๆ ซึ่ง ของโอ๋ซื้อมาเกิน 10ปี ขอบคุณเวปไซต์ต่างๆที่อุตส่าห์ค้นสำเนามาให้ และสัญญาซื้อขายที่เราเคยขาย

ยิ่งย้อนหลังหลายปียิ่งดี

โอ๋รับเงินเดือนในฐานะพนักงานคนนึง แต่แบงค์ไม่ให้กู้ในนามพนักงาน เพราะถือหุ้นเกิน 20% ต้องกู้ในนามเจ้าของกิจการเท่านั้น

#เอกสารการเสียภาษีต้องครบ

แบงค์ให้ทำรายรับ-รายจ่าย ย้อนหลัง1ปี มั่วไม่ได้นะเพราะตัวเลขต้องแมทซ์กับสเตทเม้น

แบงค์ขอสัญญาซื้อขายที่กรมที่ดินออกให้ทุกทรัพย์ที่เราขายพร้อมสัญญานายหน้าย้อนหลัง 6 เดือน

เอกสารนายหน้าต้องทำกับทุกเคส ถึงไม่ได้ทำสัญญาปิด แต่ทุกครั้งที่เราขายได้ โอ๋จะทำหนังสือนายหน้าให้เจ้าของเซ็นทุกครั้ง ในหนังสือ ระบุบ้านเลขที่ หมู่บ้าน ที่ขาย และค่าคอมที่ได้

#ค่าคอม กรณี #รับเงินสด แบงค์ไม่คำนวนรายได้ให้ #กรณีรับเงินสด ต้องเอาเงินเข้าบัญชีทันที

ธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ แบงค์มองว่าเป็นธุรกิจเสี่ยง (ไม่เข้าใจ เสี่ยงตรงไหนหนอ)

#เงินออม สำคัญมาก สำหรับเจ้าของธุรกิจ ต่อให้คุณจะขายดี รายได้เยอะแยะ แต่ถ้าไม่มีเงินออม แบงค์ไม่ให้กู้ เคสเจ้าของกิจการแบงค์ ซีเรียสเรื่องเงินออม

**** เคสโอ๋ แบงค์ขอดูเงินออม X,000,000 เพราะกู้ค่อนข้างเยอะ

****แบงค์ขอดู เล่มทะเบียนรถยนต์ที่เป็นชื่อเราแล้ว และทรัพย์สินที่ปลอดภาระหนี้ (มีหรือไม่มีก็ได้ แต่เงินออมต้องมี)

#แบงค์ส่งจนท.มาตรวจกิจการ ว่าเราทำธุรกิจจริงไหม เราต้องถ่ายรูปกับจนท.(ไม่เข้าใจว่าทำไมเจ้าของต้องถ่าย)

รายได้ของนายหน้า แบงค์คำนวนมาร์จิ้นให้ 25% ของรายรับ เช่น เราขายบ้านได้ค่าคอม 300,000 บาท แบงค์คำนวน รายได้ให้เพียง 75,000 บาท และเอา 75,000 มาคำนวนสัดส่วนผู้ถือหุ้นอีก เพื่อเป็นรายได้จริงๆของเรา

เคสนี้โอ๋ถือหุ้น 98% เลยไม่กระทบมาก #25%น้อยมาก แต่เข้าใจได้ว่าแบงค์ก็ต้องลดความเสี่ยงของตัวเอง

#เคสเจ้าของกิจการ แบงค์ให้เราเป็นหนี้ได้ไม่เกิน 50% ของรายได้

***เช่นรายได้เรา 100,000 เราเป็นหนี้เก่า+หนี้ที่กำลังจะกู้ ได้ไม่เกิน 50,000 บาท

***พนักงานออฟฟิศ เป็นหนี้ได้ 70-80% ของรายได้ #คนไม่เท่ากัน #ความเท่าเทียมอยู่ไหน 555

#บูโรคือสิ่งสำคัญมาก ต่อให้เรามีพร้อมทุกอย่าง แต่วินัยในการชำระหนี้ไม่ดี แบงค์ก็ไม่ให้กู้ และไม่ฟังเหตุผลใดๆทั้งสิ้น #น่ากลัวเนอะ

***โอ๋มีบัตรเครดิตแต่ในชีวิตนี้ไม่เคยเสียดอกเบี้ยให้แบงค์เลย จ่ายเต็มตลอด ดอกเบี้ยบ้ตรเครดิต 18% จะลงทุนอะไรได้ดอกเบี้ยแบบนี้ล่ะ

ปล.โอ๋เป็นคู่สัญญาขายทรัพย์NPAกับหลายธนาคาร และยอดขายแต่ละแบงค์ก็ค่อนข้างสูง น่าจะเป็นจุดที่ทำให้การพิจารณาง่ายขึ้นรึเปล่า แต่ก็ไม่ง่ายนะ555 ส่วนตัวคิดว่ามีส่วน

#เป็นกำลังใจให้เพื่อนๆเอเจ้นทุกคนนะคะ
main-image
profile-avatar
คุณโอ๋ 9 ธันวาคม 2565 19:27
ความรู้
main-image
profile-avatar
บรรณาธิการ Agent Club 7 ธันวาคม 2565 16:13