บ้านขายไม่ออกมา 3 ปี เปลี่ยนเอเจนต์มา 10 คน…หรือจริง ๆ แล้ว “ตลาด” กำลังบอกอะไรเราอยู่?
ลงขายมา 1 ปี 2 ปี 3 ปี
เปลี่ยนเอเจนต์มาหลายคน
มีคนโทรถาม มีคนมาดู
แต่สุดท้ายก็ยังขายไม่ได้
“เศรษฐกิจไม่ดี”
"ช่วงนี้รวยไม่ไหว"
“คนไม่มีเงิน”
“เอเจนต์หายหัวหมด”
“กำลังคุยกันอยู่”
“ไม่เป็นไร ไม่รีบ”
แต่ถ้าทรัพย์ของเรา
ขายมานานมากแล้ว
ผมว่าเราควรกล้าถาม
อีกด้านหนึ่งเหมือนกันว่า
มันอาจใช้ไม่ได้กับตลาดวันนี้แล้ว
คนซื้อมีข้อมูลมากขึ้น
มีตัวเลือกมากขึ้น
เปรียบเทียบเก่งขึ้น
ยิ่งมี AI ยิ่งง่ายเลย
และพร้อมเดินไปดูทรัพย์หลังอื่น
ได้ง่ายกว่าเมื่อก่อนมาก
ที่ดิน และคอนโด
ลองทบทวนความเชื่อบางอย่างกันใหม่
แต่เผื่อบางทีจะได้เจอคำตอบว่า
ทำไมบ้าน ที่ดินของเรา
ถึงยังขายไม่ออกสักที
ติดถนนใหญ่
ใกล้รถไฟฟ้า
อยู่กลางเมือง
อยู่ย่านดัง
แล้วก็จบด้วยคำว่า
“ทำเลดีขนาดนี้ จะขายถูกทำไม”
แต่วันนี้คำว่า “ทำเลดี”
อย่างเดียวไม่พอแล้วครับ
ต้องดูต่อด้วยว่า
เอาไปสร้างอะไรได้
สร้างได้มากแค่ไหน
รูปแปลงดีไหม
หน้ากว้างพอหรือเปล่า
ทางเข้าออกเป็นอย่างไร
ผังเมืองให้ทำอะไรได้
มีข้อจำกัดอะไรบ้าง
ที่ดินสองแปลงอยู่ห่างกันไม่กี่ร้อยเมตร
ราคายังต่างกันได้เท่าตัว
เพราะแปลงหนึ่งเอาไปทำอะไรต่อได้จริง
อีกแปลงหนึ่งซื้อแล้วเจอแต่ข้อจำกัด
รวมถึงคำว่า “ติดรถไฟฟ้า”
หรือ “ติดถนนใหญ่” ด้วย
ติดรถไฟฟ้าจริง
แต่เดินจริงลำบาก
ทางขึ้นลงอยู่คนละฝั่ง
หรือคนซื้อกลุ่มนั้นไม่ได้ใช้รถไฟฟ้า
ก็ไม่ได้แปลว่าต้องแพงเสมอไป
ติดถนนใหญ่จริง
แต่กลับรถไกล
รถใหญ่เลี้ยวไม่ได้
ซอยแคบ
ทางเข้าออกไม่สะดวก
ก็ไม่ได้แปลว่าใช้ประโยชน์ได้ดีที่สุด
เพราะฉะนั้นอย่าดูแค่ว่า
“อยู่ตรงไหน”
ให้ถามต่อว่า
“อยู่ตรงนี้แล้ว คนซื้อเอาไปทำอะไรได้บ้าง”
“ที่ดินมีแต่ราคาขึ้น”
“เก็บไว้ยังไงก็ไม่ขาดทุน”
“อีกสิบปีแพงกว่านี้แน่”
บางแปลงจริงครับ
แต่ไม่ใช่ทุกแปลง
บางแปลงราคาขึ้นจริง
บางแปลงราคาที่เจ้าของประกาศขึ้น
แต่ไม่มีใครซื้อ
บางแปลงถือ 10 ปี
พอจะขายจริง
กลับได้ไม่ต่างจากเดิมเท่าไร
บางพื้นที่เมื่อก่อนดี
แต่วันนี้
คนย้ายความสนใจไปที่อื่นแล้ว
เมืองไม่ได้หยุดรอเรา
ผังเมืองเปลี่ยน
แหล่งงานเปลี่ยน
พฤติกรรมคนเปลี่ยน
ความต้องการเปลี่ยน
คู่แข่งเพิ่มขึ้น
ดังนั้นถ้าจะพูดว่า
“ถือไว้เดี๋ยวราคาขึ้น”
ควรถามต่อด้วยว่า
ขึ้นเพราะอะไร
ถ้าคำตอบมีแค่
“ก็ที่ดินมันต้องขึ้นสิ”
อันนี้อาจไม่ใช่เหตุผลแล้วครับ
#มันคือความเชื่อ
ประโยคนี้เจอบ่อยมาก
คำถามคือ
“แล้วขายได้หรือยังครับ”
เพราะราคาที่เจ้าของตั้ง
กับราคาที่มีคนยอมซื้อจริง
เป็นคนละเรื่องกัน
ถ้าบ้านข้าง ๆ ตั้ง 25 ล้าน
มา 4 ปีแล้วยังอยู่ที่เดิม
ข้อมูลที่เราได้อาจไม่ใช่ว่า
“บ้านนี้ราคา 25 ล้าน”
แต่อาจเป็น
“25 ล้านคือราคาที่ยังไม่มีใครซื้อมา 4 ปีแล้ว”
และอีกเรื่องที่ต้องระวังคือ
เวลาหาข้อมูลราคา
เจ้าของมักจำตัวเลขที่ตัวเองชอบเก่งมาก
สมมติในย่านเดียวกันมีบ้านสิบหลัง
8 หลังอยู่ 15–18 ล้าน
อีก 2 หลังตั้ง 25 ล้าน
หลายคนจะหยิบ 2 หลัง 25 ล้านมาพูดทันที
“เห็นไหม แถวนี้เขาขายกัน 25”
แล้วราคาอีก 8 หลังหายไปไหนครับ
ถ้าจะดูตลาด
ต้องดูทั้งตลาด
ไม่ใช่เลือกเฉพาะตัวเลขที่ต้องการ
ช่วยยืนยันราคาที่เราอยากได้
ไม่จำเป็นครับ
ราคาประเมินของธนาคารมีหน้าที่ของมัน
ส่วนราคาขายจริง
มีคนซื้อเป็นคนตัดสินอีกชั้นหนึ่ง
ธนาคารอาจประเมิน 20 ล้าน
แต่ถ้าคนซื้อมีบ้านอีก 4 หลัง
ให้เลือกในราคา 17–18 ล้าน
เขาก็ไม่จำเป็นต้องซื้อบ้านเรา
ราคาที่แท้จริง
มักถูกซื้อขายกันที่ 80-90%
ของราคาประเมินธนาคาร
พอเจ้าของพูดแบบนี้
ผมมักถามกลับทันที
“แล้วตอนนั้นทำไมไม่ขาย”
เพราะราคาที่มีคนเคยให้ในอดีต
ไม่ได้หมายความว่า
มันจะต้องเป็นราคานั้นไปตลอด
คนซื้อคนนั้นอาจไปซื้ออย่างอื่นแล้ว
ตลาดวันนั้นกับวันนี้
ไม่เหมือนกัน
คนปล่อยขายมากขึ้น
ก็เกิดการแข่งขันเรื่องราคา
บางครั้งราคาที่เราเคยพูดว่า
“ราคานี้ ไม่ขาย”
ผ่านไปอีก 3 ปี
กลับกลายเป็นราคาที่อยากได้คืนมา
แต่ไม่มีใครให้แล้ว
นี่เป็น 1 ในเรื่องที่น่าเสียดายที่สุด
ในการขายอสังหาริมทรัพย์
เพราะบางครั้งสิ่งที่แพงที่สุด
ไม่ใช่การยอมลดราคานิดหนึ่งในวันนั้น
แต่คือ
การเสียราคาดี ๆ ไป
แล้วไม่มีวันได้มันกลับมาอีก
เรายิ่งมีความผูกพันมันครับ
ห้องนี้ลูกเคยนอน
ต้นนี้พ่อปลูก
โต๊ะนี้กินข้าวกันมา 10 ปี
ชุดครัวนี้แม่เลือกเอง
ทั้งหมดนี้มีค่ามาก
แต่มันมีค่าแค่ “สำหรับเรา”
คนซื้อไม่ได้มีความทรงจำชุดเดียวกัน
ต้นไม้ที่เรารัก เขาอาจคิดค่าตัด
ตู้ที่เราหวง เขาอาจคิดค่าขนย้าย
ครัวที่เราใช้มา 20 ปี เขาอาจคิดค่าทำใหม่
ไม่มีใครผิดครับ
แต่เวลาตั้งราคา
ต้องแยกให้ออกว่า
อะไรคือมูลค่าของทรัพย์
และอะไรคือมูลค่าที่อยู่ในใจเรา
บ้านหลังนี้
อาจมีค่าที่ประเมินไม่ได้
สำหรับเจ้าของ
แต่วันที่ขาย
คนซื้อยังต้องประเมินมัน
เป็นเงินอย่างเดียวอยู่ดี
ได้ครับ
ไม่มีใครบังคับให้เจ้าของ
ต้องแต่งบ้านก่อนขาย
แต่คนซื้อก็มีสิทธิ์
ตีราคาตามสิ่งที่เขาเห็นเหมือนกัน
บ้านโทรม-สีลอก-แอร์เก่า
ห้องน้ำรั่ว-สวนรก-ของเต็มบ้าน
มีกลิ่นอับ-ระบบไฟเก่า-ท่อน้ำเก่า
แลวบอกว่า
“คนซื้อไปทำเองได้”
ใช่ครับ
เขาทำเองได้
แต่เงินที่เขาต้องเอาไปทำ
ก็ต้องถูกเอามาคิด
ในราคาที่เขาจะจ่ายเราเหมือนกัน
และบางครั้ง
สิ่งที่ทำให้ราคาหาย
ไม่ได้มีแค่ค่าซ่อม
มันคือ”ความเสี่ยงกับสิ่งที่มองไม่เห็น”
เจ้าของเห็นรอยร้าว
แล้วรู้ว่าไม่มีอะไร
แต่คนซื้อไม่รู้
เขาอาจคิดต่อทันทีว่า
บ้านทรุดไหม
มีอะไรซ่อนอยู่อีกหรือเปล่า
จะต้องซ่อมอีกกี่อย่าง
สุดท้ายค่าซ่อมจริงอาจ 2 แสน
แต่เขาหักราคาในใจไปเป็นล้าน
เพราะเขาหักทั้งค่าซ่อม
และเรื่องความเสี่ยง
ผมเชื่อครับ
แต่น่าเสียดาย
ที่คนซื้อไม่ได้ซื้อใบเสร็จย้อนหลังของเรา
เขาซื้อบ้านในสภาพวันนี้
หินอ่อนที่เราเคยนำเข้า
ครัวที่เราเคยจ้าง supplier มาประกอบ
สระที่เราเคยลงทุนเยอะ
เฟอร์นิเจอร์ที่เราเคยภูมิใจ
ถ้าคนซื้อไม่ชอบสไตล์
ถูกตีค่าเท่ากับ 0
เงินที่เราเคยจ่ายไป
ไม่ได้กลายเป็นมูลค่าให้เขาโดยอัตโนมัติ
บางอย่างที่เจ้าของคิดว่าเป็นของแพง
คนซื้ออาจมองว่า
ต้องเสียเงินรื้อออกอีก
เจ้าของมองว่า
ใหญ่-หายาก-ควรให้ราคา
คนซื้ออาจมองว่า
อยู่กันแค่ 3 คน
จะซื้อมาอยู่ให้เหงาทำไม
ค่าไฟเท่าไร
ต้องมีแม่บ้านกี่คน
ซ่อมทีนึงเท่าไร
หรือบ้านที่ตกแต่งเฉพาะมาก ๆ
เจ้าของบอก
“บ้านผมสร้างเอง แบบนี้มีหลังเดียว”
จริงครับ
แต่มีหลังเดียว
ไม่ได้แปลว่ามีคนอยากได้เป็น 100 คน
ของหายากจะมีราคา
ก็ต่อเมื่อมีคนอยากได้ของหายากนั้น
บางครั้งสิ่งที่เจ้าของมองว่า
“พิเศษ”
อาจเป็นเหตุผลเดียว
กับที่ทำให้คนซื้อกลุ่มแคบลง
ยิ่งทุกวันนี้ครอบครัวเล็กลง
บ้านที่หลังใหญ่เกินไป
โอกาสการขายก็น้อยลงมาเช่นกัน
แปลงใหญ่-ติดถนน-ทำเลดี
ผู้พัฒนาโครงการต้องอยากได้แน่
ปรับราคาสูงๆไปเลย
ใช่เค้าอยากได้จริง
แต่เขาไม่ได้มองที่ดินเหมือนเจ้าของครับ
เขาต้องคิดว่า
ซื้อเท่านี้
สร้างอะไรได้
สร้างได้กี่ตารางเมตร
เหลือพื้นที่ขายเท่าไหร่
ราคาต่อ ตรม ขายได้ราคาเท่าไร
ราคาแพค กำลังซื้อแถวนั้นไหวมั้ย
ใช้เงินก่อสร้างเท่าไร
เวลาการขายที่คาดการณ์เท่าไหร่
โดยดอกเบี้ยธนาคารเท่าไหร่
สุดท้ายกำไรสุทธิเท่าไหร่
ถ้าคิดแล้วไม่คุ้ม
ต่อให้ที่ดินสวยมาก
เขาก็ไม่ซื้อ
เพราะเขาไม่ได้ซื้อที่ดินไปนั่งชื่นชม
เขาซื้อไปทำธุรกิจ
เพราะยังติดธนาคาร 18 ล้าน”
เข้าใจครับ
หรือ ต้องแบ่งพี่น้อง
ต้องเสียภาษี
อยากได้เงินสุทธิเท่านี้
อยากมีกำไรอีกเท่านี้
ทั้งหมดเป็นเหตุผลที่เข้าใจได้
แต่เป็นเหตุผลของเจ้าของ
ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ทรัพย์มีมูลค่าสูงขึ้น
ถ้าตลาดมองว่าบ้านนี้ 15 ล้าน
การที่เจ้าของติดหนี้ 18 ล้าน
ไม่ได้ทำให้คนซื้อยอมเพิ่มอีก 3 ล้าน
เพื่อช่วยปิดหนี้ให้
คนซื้อซื้อบ้านครับ
ไม่ได้ซื้อปัญหาทางการเงินของเจ้าของ
ตอนยังไม่มีลูกค้า
ทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่า
“ขายได้ หามาเลย”
พอลูกค้ามาจริง
คนหนึ่งเอา
อีกคนไม่เอา
อีกคนอยากได้เพิ่ม
อีกคนอยู่ต่างประเทศ
อีกคนขอถามลูกก่อน
สุดท้ายลูกค้ามีเงินพร้อมซื้อ
แต่เจ้าของยังไม่พร้อมขาย
คนซื้อไม่ได้มีหน้าที่รอให้ครอบครัวเรา
ตกลงกันเสร็จนะครับ
ก่อนออกขาย ควรคุยกันให้จบก่อนว่า
ขายจริงไหม
ราคาเท่าไร
ต่ำสุดเท่าไร
ใครตัดสินใจ
ใครต้องเซ็น
ทุกคนพร้อมหรือยัง
เซ็นใบมอบอำนาจการจัดการ
และใบยืนยันราคามาไว้เลยครับ
ไม่อย่างนั้นบางที
คนที่ทำให้ดีลพัง
อาจไม่ใช่ตลาด
แต่อาจเป็นเจ้าของด้วยกันเอง
ชื่อเจ้าของตรงไหม
มีผู้ถือกรรมสิทธิ์กี่คน
มีภาระอะไรอยู่หรือเปล่า
มีเรื่องมรดกค้างไหม
คู่สมรสต้องยินยอมหรือไม่
เจ้าของอยู่ต่างประเทศหรือเปล่า
สิ่งปลูกสร้างกับเอกสารตรงกันไหม
บางดีลไม่ได้พังเพราะราคา
แต่พังตอนลูกค้าพร้อมซื้อแล้ว
เจ้าของเพิ่งเริ่มหาว่า
ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง
สุดท้ายเอกสารไม่ครบ
ต้องรอออกใบแทน
ต้องรอราชการออกเอกสารให้
คนซื้อดี ๆ บางคนไม่รอครับ
เขาไปซื้อทรัพย์ที่พร้อมกว่า
แต่นัดดูยาก
ไม่ยอมให้เข้าดู
ถามราคาต่ำสุดก็ไม่รู้
ถามเงื่อนไขก็บอกขอคิดก่อน
ลูกค้าพร้อมซื้อแล้วเจ้าของกลับลังเล
แบบนี้อาจยังไม่ใช่ “ขายจริง”
แต่อาจเป็น
ลองดูว่าตลาดจะให้เท่าไร
ไม่มีปัญหาครับถ้าจะลองตลาด
แค่ต้องบอกกันตรง ๆ
เพราะลูกค้าที่พร้อมซื้อจริง
ไม่ควรถูกเรียก
มาเพื่อช่วยเจ้าของทดลองราคาตลาด
“ห้ามลงเว็บ”
“ห้ามติดป้าย”
“ห้ามลงรูปบ้าน”
“ไม่อยากให้เพื่อนบ้านรู้”
เพราะกลัวคนคิดว่า
การขายบ้าน = ครอบครัวมีปัญหา
เดือดร้อนเงิน
คนในบ้านจะเสียกำลังใจ
ญาติจะถาม
เข้าใจครับ
แต่ต้องถามง่าย ๆ ว่า
ถ้าห้ามทุกอย่าง
แล้วคนซื้อจะรู้ได้อย่างไรว่าบ้านนี้ขาย
การขายบ้านไม่ได้แปลว่าครอบครัวมีปัญหา
คนขายเพราะย้ายที่ทำงาน
ขยายบ้าน
ลดขนาด
ย้ายประเทศ
จัดทรัพย์สิน
เปลี่ยนการลงทุน
มีเหตุผลดีๆมีเป็นร้อย
อย่าให้ความกลัวว่า
“คนอื่นจะคิดยังไง”
กลายเป็นเหตุผล
ที่ทำให้คนซื้อไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่า
บ้านของคุณกำลังขาย
สิ่งที่อาจได้ไม่ใช่ลูกค้า 10 เท่า
แต่อาจเป็น
รูปชุดเดียวกัน 10 ระกาศ
ราคา 10 ราคา
ข้อมูลคนละแบบ
บางคนบอกของแถมมี
อีกคนบอกไม่มี
คนซื้อเห็นแล้วเริ่มงง
“ตกลงราคาไหนจริง”
และยิ่งเห็นหลายราคา
ยิ่งรู้สึกว่า
น่าจะต่อได้อีก
จากที่คิดว่าจะเพิ่มโอกาสขาย
บางครั้งกลับเป็นเจ้าของเอง
ที่ทำให้ทรัพย์ดูไม่มีราคา
อาจเป็นเอเจนต์
คนที่ 2 ก็อาจเหมือนกัน
แต่ถ้าเปลี่ยนมา 5 คน 10 คน
รูปก็เปลี่ยน
โฆษณาก็ทำ
คนมาดูก็มี
แต่ยังขายไม่ได้
อาจถึงเวลาต้องลองตรวจอย่างอื่นบ้าง
ราคา-สภาพ-เงื่อนไข
ความอ่อน-แข็งของเจ้าของ
และอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องระวังคือ
อย่าเลือกเอเจนต์
เพราะเขาเป็นคนให้ราคาสูงที่สุด
เขาพูดถูกใจคุณที่สุด
เจ้าของอยาก 30 ล้าน
คนหนึ่งบอก
“จากตลาดผมว่า 24–25”
อีกคนบอก
“30 ได้ครับพี่”
แน่นอนว่าคนหลังฟังแล้วถูกใจกว่า
แต่คำถามไม่ใช่ว่า
ใครพูดเข้าหูกว่า
คำถามคือ
ใครพูดใกล้ความจริงกว่า
เจ้าของบอก
“เห็นไหม คนสนใจเยอะมาก”
จริงครับ
แต่ถ้าผ่านไป 20 คน
ไม่มีใครเสนอราคาเลย
แปลว่าตลาดกำลังพูดอะไรบางอย่าง
กับเราแล้ว
อาจไม่ได้แปลว่าบ้านไม่ดี
แต่เป็นไปได้ว่า
คนชอบบ้าน แต่ไม่ชอบราคา
จำนวนคนมาดูเป็นเรื่องหนึ่ง
จำนวนคนพร้อมซื้อ
เป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ
คนเห็นแล้วคิดว่า
“ของใหม่ ลองดูหน่อย”
ผ่านไป 1 ปี ยังเจออยู่
2 ปี ก็ยังอยู่
คนซื้อจะเริ่มคิดเอง
“ทำไมยังขายไม่ได้”
ทั้งที่จริง ๆ บ้านอาจไม่มีปัญหาใหญ่เลย
แต่พออยู่ตลาดนาน
ทรัพย์เริ่มมีคำถามติดตัว
บางครั้งการเปิดราคาแรงเกินไปตั้งแต่ต้น
ไม่ได้เสียแค่ลูกค้าในช่วงแรก
แต่ทำให้บ้านดี ๆ
กลายเป็นบ้านที่คนระแวงในช่วงหลังด้วย
แต่ต้องยอมรับอีกด้านด้วยว่า
ถ้าตลาดไม่ให้ราคานั้น
ก็ต้องถือทรัพย์ต่อ
และการถือไม่ได้ฟรี
ต้นทุนสำหรับอสังหาทุกวันนี้
ค่าส่วนกลาง
ค่าซ่อม
ภาษีประจำปี
ดอกเบี้ย
ค่าดูแล
ที่ดินก็มีต้นทุนจากเงินที่จมอยู่
นอกจากนั้นตลาดยังเดินต่อ
คู่แข่งเกิดใหม่
โครงการใหม่เปิด
ทรัพย์เก่าขึ้น
คนซื้อไปซื้ออย่างอื่น
เจ้าของบางคนพูดว่า
“ตั้งราคานี้มา 5 ปีแล้ว ไม่เคยลด ปีหน้าอาจจะขึ้นราคาด้วย”
ฟังเหมือนเป็นเรื่องน่าภูมิใจ
แต่ถ้า 5 ปีแล้วไม่มีใครซื้อ
อีกด้านหนึ่งก็แปลได้เหมือนกันว่า
ตลาดไม่รับราคานี้มา 5 ปีแล้ว
ถ้าผู้เช่าดี
ค่าเช่าดี yield สูง
โครงการเปลี่ยนมือบ่อย
คนซื้ออยากลงทุน
แต่ถ้าค่าเช่าต่ำกว่าตลาดมาก
สัญญาเหลืออีกนาน
คนซื้ออยากอยู่เอง
หรือเงื่อนไขกับผู้เช่าจัดการยาก
ผู้เช่าอาจกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ขายยากขึ้นได้
และคำว่า “ผู้เช่าอยู่มานาน”
ก็ไม่ได้แปลว่าดีต่อคนซื้อเสมอ
ถ้าตลาดเช่า 80,000
แต่ผู้เช่าเดิมจ่ายอยู่ 45,000
คนซื้อที่หวังรายได้จะถามทันทีว่า
แล้วผมจะได้ค่าเช่าราคาตลาดเมื่อไร
“รัสเซียขนเงินมาวางตรงหน้า”
“ต่างชาติไม่รู้ราคาหรอก”
ยุคนี้เลิกคิดแบบนั้นได้แล้วครับ
คนต่างชาติวันนี้ค้นข้อมูลเก่ง
มีเว็บไซต์ มีนายหน้า
มีทนาย มีเพื่อน
มีข้อมูลเปรียบเทียบ
บางคนศึกษาหนักกว่าเจ้าของเสียอีก
และคำว่า
“ต่างชาติน่าจะชอบ”
ก็ยังไม่ใช่คนซื้อ
คนซื้อจริงต้องมี
เงิน-ความต้องการ-เหตุผลที่จะซื้อ
และพร้อมตัดสินใจ
อย่าเอาคนซื้อในจินตนาการ
มาเป็นเหตุผลในการตั้งราคาทรัพย์จริง
“คนนี้ซื้อไหว เดี๋ยวก็ซื้อ”
จริง ๆ ยิ่งมีเงิน
เขายิ่งมีตัวเลือกเยอะครับ
บ้านนี้ไม่ได้
เขาไปบ้านอื่น
ที่ดินนี้คุยยาก
เขาไปอีกแปลง
นัดยาก-ตอบช้า-เอเจ้นท์สายยาว
เงื่อนไขวุ่นวาย
เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
เขาไม่จำเป็นต้องทน
คนมีเงินไม่ได้แปลว่าจะยอมทุกอย่าง
บางทีตรงกันข้าม
เขามีเหตุผลน้อยกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ
ที่จะต้องรอเรา
ลูกค้ามาดู...ชอบ
พร้อมวางเงิน
เจ้าของเห็นว่า
เพิ่งเปิดขายไม่นาน
มีคนสนใจวางเงินแล้ว
แล้วบอก
“งั้นขอ 22 ละกัน พอดีอีกเจ้าให้ราคาสูงกว่า”
บางคนคิดว่า
“เห็นไหม มีคนชอบ แสดงว่าตั้งถูกไป”
แต่คนซื้ออาจไม่ได้คิดแบบนั้น
เขาอาจคิดว่า
ถ้าวันนี้เปลี่ยนราคาได้
พรุ่งนี้จะเปลี่ยนอะไรอีก
การขายทรัพย์ราคาหลายล้าน
ไม่ได้มีแค่เรื่องราคา
มันมีเรื่องความน่าเชื่อถือด้วย
ถ้าคนซื้อดูทรงแล้วคนขายดู Tricky
ราคาไหนเค้าก็ไม่ซื้อ
ที่ดินทุกแปลงก็มีข้อจำกัด
มีเสียงรถ-บ้านต้องซ่อม
ทางเข้ามีปัญหา
มีผู้เช่า
มีเรื่องต้องจัดการก่อนโอน
พูดตั้งแต่แรก
คนซื้อยังเอาไปคิดและตัดสินใจได้
แต่ถ้าเขาถามแล้วเราบอกว่า
“ไม่มีปัญหาอะไรครับ”
แล้วเขาไปเจอเองทีหลัง
เรื่องจะเปลี่ยนทันที
จากที่เคยสงสัยเรื่องทรัพย์
เขาจะเริ่มสงสัยเจ้าของด้วย
“แล้วมีอะไรอีกที่ยังไม่ได้บอกผม”
ตรงนั้นแหละครับ
เรื่องเล็กเริ่มกลายเป็นเรื่องใหญ่
ไม่ออกค่าโอน
ไม่ต่อรอง
ไม่ให้ตรวจบ้าน
ต้องโอนเร็ว
ไม่รวมของบางอย่าง
วางเงินก่อนค่อยคุย
กับอีกหลัง 21 ล้าน
เอกสารพร้อม
เปิดตรวจได้
เจ้าของคุยง่าย
เงื่อนไขคุยกันได้
พร้อมโอน
อย่าแปลกใจถ้าคนซื้อเลือกหลัง 21 ล้าน
เพราะเขาไม่ได้ดูแค่
“บ้านไหนถูกกว่า 1 ล้าน”
เขาดูด้วยว่า
ซื้อหลังไหนแล้วปวดหัวน้อยกว่า
บางครั้งเงื่อนไขที่เยอะเกินไป
ก็คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมา
โดยที่เราไม่ทันได้สังเกตุ
ดีที่สุดแน่นอนครับ
รู้ว่าสร้างมายังไง
ใช้วัสดุอะไร
เคยซ่อมตรงไหน
มุมไหนลมดี
ต้นไม้ต้นไหนอายุเท่าไร
ไม่มีใครเถียงเรื่องนี้
แต่คนซื้อไม่ได้ดูแค่บ้านของเรา
เขาดูบ้านข้าง ๆ ด้วย
ดูอีกโครงการ
ดูของใหม่
ดูของมือสอง
ดูว่าเงินเท่ากันซื้ออะไรได้อีก
ดังนั้นการรู้จักบ้านตัวเองดีที่สุด
กับการรู้ว่า
ตลาดวันนี้พร้อมจ่ายให้บ้านเราเท่าไร
เป็นคนละเรื่องกัน
และบางครั้งสิ่งที่ทำให้ทรัพย์ขายไม่ได้มานาน
ไม่ใช่เพราะเจ้าของไม่รู้จักทรัพย์ตัวเอง
แต่เพราะรู้จักมันดีเกินไป
จนเผลอมองมันด้วยมุมของเจ้าของเพียงมุมเดียว
ไม่ได้กำลังบอกว่า
เจ้าของต้องขายถูก
ไม่ได้บอกว่าต้องรีบลดราคา
และไม่ได้บอกว่าทรัพย์ของคุณไม่ดี
แต่ถ้าบ้าน ที่ดิน หรือคอนโดของเรา
ลงขายมานาน
เปลี่ยนเอเจนต์มาหลายคน
มีคนมาดูหลายรอบ
ทำการตลาดไปหลายแบบ
แต่สุดท้ายยังไม่มีใครซื้อ
บางทีคำถามที่ควรถาม
อาจไม่ใช่แค่
“ทำไมเอเจนต์ยังขายให้เราไม่ได้”
แต่อาจต้องลองถามตัวเองบ้างว่า
“มีอะไรที่ตลาดพยายามบอกเรามานานแล้ว
แต่เรายังไม่รับฟังหรือเปล่า”
เจ้าของมีสิทธิ์อยากได้ราคาที่ตัวเองต้องการครับ
คนซื้อก็มีสิทธิ์ไม่เห็นด้วยเหมือนกัน
คนที่เป็นคนตอบว่าทรัพย์หนึ่ง
ขายได้จริงที่เท่าไร
ไม่ใช่เจ้าของ
ไม่ใช่เอเจนต์
ไม่ใช่ราคาประเมินธนาคาร
ไม่ใช่ป้าบ้านข้าง ๆ
และไม่ใช่ราคาที่เคยมีคนให้เมื่อสามปีก่อน
แต่คือ
คนที่พร้อมเอาเงินจริง ๆ มาซื้อในวันนี้
โลกการซื้อขายอสังหา
มันเปลี่ยนไปแล้วครับ
บางทีสิ่งที่ทำให้ทรัพย์ของคุณ
ยังขายไม่ออกจนถึงวันนี้
อาจไม่ใช่เพราะมันไม่ดี
แต่อาจเป็นเพราะ
“ความเชื่อบางอย่างของเรา
ยังอยู่ในโลกใบเดิม”