“ได้เงินคืนแล้ว ทำไมเรื่องถึงไม่ควรจบ? เปิดวงจร ‘โกง–คืนเงิน–เรื่องเงียบ’”
เป็นสิ่งที่ผมได้ยินมาตลอด
ไม่ว่าจะเป็นวงการไหน
จะเห็นวงจรหนึ่ง
เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก
มีคนโดนโกง
มีคนเสียเงินหรือทรัพย์สิน
มีคนไม่ได้รับความเป็นธรรม
มิจจี้ก็ยังตีมึน
ผู้เสียหายจึงเริ่มโพสตามหา
หรือโพสประจานทางโซเชี่ยล
คนเริ่มรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคืออะไร?
ผู้เสียหายได้เงินคืน
ความโกรธเริ่มลดลง
จากที่เคยบอกว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด
ก็กลายเป็น
“ได้เงินคืนแล้ว ช่างมันเถอะ”
เรื่องเงียบจางไป
ไม่มีใครดำเนินเรื่องต่อ
เมื่อพี่มิจจี้เห็นนว่าเรื่องเงียบแล้ว
วงจรก็เริ่มใหม่อีกครั้ง
นี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผล
ที่มิจฉาชีพบางคนยังลอยนวลอยู่ได้
ในวงการอสังหาริมทรัพย์
ไม่ว่าจะเป็น
✅เงินจอง
✅เงินประกัน
✅เงินงวดค่าเช่า
การที่เอเจ้นท์จะรับเงินจากเจ้าของได้นั้น
จะต้องมีใบยินยอม
หรือใบมอบอำนาจจากเจ้าของเท่านั้น
หรือเป็นเพียง chat ที่ถูกตัดต่อมา
อาจจะเป็นน้ำหนักที่ไม่เพียงพอ
ว่าคนทั่วไปที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้
ไม่มีทางรู้เลยว่าต้องใช้อะไรบ้าง
เชื่อเพียงเพราะอีกฝั่งกล่าวอ้าง
เพื่อส่งต่อให้เจ้าของ
แต่กลับนำเงินนั้นไปใช้
หรือเบียดบังเป็นของตัวเองโดยทุจริต
พฤติการณ์อาจเข้าข่าย #ยักยอกทรัพย์
มีเจตนาหลอกอยู่แล้ว
เช่น อ้างข้อมูลเท็จ สร้างเรื่อง
หรือปกปิดความจริง
เพื่อให้ลูกค้าหลงเชื่อและโอนเงินให้
พฤติการณ์อาจเข้าข่าย ฉ้อโกง
เป็นคดีอาญาทั้งคู่
ต้องดูหลักฐานและเจตนาในแต่ละคดี
ไม่ใช่ว่าแค่ “ยังไม่ได้โอนเจ้าของ”
แล้วจะสรุปว่าเป็นอาชญากรรมได้ทันที
รับเงินมาเพื่อส่งต่อ
แล้วกลับเบียดบัง
หรือหลอกเอาเงินมาตั้งแต่ต้น
เรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่ข้อพิพาท
เรื่องหนี้หรือผิดสัญญาอีกต่อไป
มันอาจเป็น คดีอาญา
ที่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องทางแพ่ง
คดีแพ่งไป สน. ไม่ช่วยอะไรร้อยเวรไม่รับฟ้อง
ทำได้แค่ลงบันทึกประจำวัน
ซึ่งไม่มีผลต่อทางกฎหมาย
และร้อยเวรไม่ได้ส่งเรื่อง
ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อ
****
ผู้เสียหายจำนวนมากเข้าใจผิด
การเอาเงินมาคืนทีหลัง
ไม่ได้แปลว่าการกระทำที่เกิดขึ้น
ก่อนหน้านั้นไม่เคยเกิด
การหาเงินมาคืนภายหลัง
ไม่ได้ย้อนเวลากลับไป
ทำให้เหตุการณ์นั้นหายไป
ความผิดฐานยักยอกและฉ้อโกงทั่วไป
เป็นความผิดอันยอมความได้
ถ้าคุณได้เงินคืนแล้วไปเซ็นหรือตกลงว่า
“ไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญา”
หรือถอนคำร้องทุกข์
หรือทำข้อตกลงที่มีผลเป็นการยอมความ
คุณอาจกำลังทำให้
คดีอาญาสิ้นสุดลงด้วยตัวเอง
เมื่อผู้เสียหายได้รับการชดใช้
และแสดงเจตนาไม่ติดใจดำเนินคดีอาญา
ในความผิดฐานฉ้อโกง
ซึ่งยอมความได้
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องสามารถระงับไปได้
อ่านให้ดี
กับคำว่า
“ไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญา”
#ผลทางกฎหมายไม่เหมือนกัน
อย่ารีบเซ็นเพราะคิดแค่ว่าเงินกลับมาแล้วก็จบ
ถ้าคุณเชื่อว่าตัวเองถูกโกง
และมีหลักฐานเพียงพอ
อย่ามองเพียงคำถามว่า
“ฉันได้เงินคืนหรือยัง?”
“สิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน เกิดขึ้นกับคนอื่นมาแล้วกี่คน?”
เพราะเงินก้อนที่ถูกนำมาคืนคุณในวันนี้
คุณไม่มีทางรู้เลยว่ามาจากไหน
มันอาจเป็นเงินของผู้กระทำเอง
ที่มีการกระทำต่อเนื่องเป็นทอด ๆ
มันก็อาจเป็นเงิน
ที่มาจากผู้เสียหายรายถัดไป
โดยไม่มีหลักฐาน
แต่เหตุผลนี้เอง
ที่ทำให้การตรวจสอบเส้นทางเงิน
และดำเนินคดีอย่างจริงจังมีความสำคัญ
โกง → ถูกจับได้ → คืนเงิน → ผู้เสียหายไม่ติดใจ → เรื่องเงียบ
ต้นทุนของการโกงก็อาจเหลือเพียง
“ถ้าถูกจับได้ ค่อยคืน”
แล้วอะไรจะหยุดคนที่ตั้งใจทำแบบนี้ซ้ำ?
✅สลิปโอนเงิน
✅ข้อความแชต
✅เอกสารการจอง
✅สัญญาเช่า
✅เลขบัญชีผู้รับเงิน
✅ใบเสร็จ
✅หนังสือมอบอำนาจของเจ้าของ
✅หลักฐานว่าเจ้าของได้รับหรือไม่ได้รับเงิน
✅รวมถึงข้อความที่อีกฝ่ายยอมรับว่าได้รับเงินไปแล้ว
ให้พนักงานสอบสวน
หรือทนายพิจารณาว่าเข้าฐานความผิดใด
โดยเฉพาะความผิดอันยอมความได้
เพราะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96
ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน
นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิด
และรู้ตัวผู้กระทำความผิด
ลากยาวจนเสียสิทธิของตัวเอง
อย่าเพิ่งลงนามในข้อความว่า
“ไม่ติดใจดำเนินคดีอาญา”
หรือถอนคำร้องทุกข์
โดยไม่ได้เข้าใจผลทางกฎหมายเสียก่อน
แต่ไม่ได้แปลว่า
”เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เคยเกิด”
การดำเนินคดีให้ถึงกระบวนการยุติธรรม
ไม่ได้มีความหมาย
เพียงเพื่อเอาเงินของเรากลับมา
ทำให้พฤติการณ์ถูกบันทึก
ทำให้พบผู้เสียหายรายอื่น
และป้องกันไม่ให้วงจรเดิมเกิดขึ้นกับคนต่อไป
วันที่เราได้เงินคืน
อาจไม่ใช่วันที่เรื่องควรจบ
มันอาจเป็นเพียงวันที่เราต้องตัดสินใจว่า
จะปล่อยให้วงจรนี้
วนกลับไปข้อ 1 อีกครั้งหรือไม่
ผมแค่อยากเขียน
ให้คนที่ตกเป็นเหยื่อ
ได้ตระหนักรู้ว่า
หน้าที่และสิทธิของตัวเองคืออะไร
อย่าจบเพียงเพราะได้เงินคืน
เพราะกฏหมาย
คือสิทธิและหน้าที่ขั้นพื้นฐาน
ที่ทุกคนควรรู้