ทั่วไป

ทั่วไป

“ได้เงินคืนแล้ว ทำไมเรื่องถึงไม่ควรจบ? เปิดวงจร ‘โกง–คืนเงิน–เรื่องเงียบ’”

matching
วันที่สร้างประกาศ เวลาสร้าง 23 กันยายน 2569 10:05
ทำไมมิจฉาชีพถึงยังลอยนวล?
เป็นสิ่งที่ผมได้ยินมาตลอด
ไม่ว่าจะเป็นวงการไหน
ทุกวันนี้
จะเห็นวงจรหนึ่ง
เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก
มีคนโดนโกง
มีคนเสียเงินหรือทรัพย์สิน
มีคนไม่ได้รับความเป็นธรรม
ผู้เสียหายตามทวงเงิน
มิจจี้ก็ยังตีมึน
ผู้เสียหายจึงเริ่มโพสตามหา
หรือโพสประจานทางโซเชี่ยล
เรื่องเริ่มดัง เรื่องเริ่มแดง
คนเริ่มรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคืออะไร?
มิจฉาชีพรีบติดต่อหาเงินมาคืน
ผู้เสียหายได้เงินคืน
ความโกรธเริ่มลดลง
จากที่เคยบอกว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด
ก็กลายเป็น
“ได้เงินคืนแล้ว ช่างมันเถอะ”
โพสต์ที่ตามหาถูกลบ
เรื่องเงียบจางไป
ไม่มีใครดำเนินเรื่องต่อ
เมื่อพี่มิจจี้เห็นนว่าเรื่องเงียบแล้ว
วงจรก็เริ่มใหม่อีกครั้ง
ผมเห็นลูปมันวนอยู่แบบนี้
นี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผล
ที่มิจฉาชีพบางคนยังลอยนวลอยู่ได้
ลองยกตัวอย่างเรื่องใกล้ตัว
ในวงการอสังหาริมทรัพย์
ลูกค้าโอนเงินผ่านเอเจ้นท์
ไม่ว่าจะเป็น
✅เงินจอง
✅เงินประกัน
✅เงินงวดค่าเช่า
ตามหลักแล้ว
การที่เอเจ้นท์จะรับเงินจากเจ้าของได้นั้น
จะต้องมีใบยินยอม
หรือใบมอบอำนาจจากเจ้าของเท่านั้น
การอ้างด้วยคำพูดปากเปล่า
หรือเป็นเพียง chat ที่ถูกตัดต่อมา
อาจจะเป็นน้ำหนักที่ไม่เพียงพอ
ซึ่งผมก็เข้าใจแหละ
ว่าคนทั่วไปที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้
ไม่มีทางรู้เลยว่าต้องใช้อะไรบ้าง
เชื่อเพียงเพราะอีกฝั่งกล่าวอ้าง
ถ้าเอเจ้นท์รับเงินในฐานะตัวแทน
เพื่อส่งต่อให้เจ้าของ
แต่กลับนำเงินนั้นไปใช้
หรือเบียดบังเป็นของตัวเองโดยทุจริต
พฤติการณ์อาจเข้าข่าย #ยักยอกทรัพย์
แต่ถ้าตั้งแต่ก่อนรับเงิน
มีเจตนาหลอกอยู่แล้ว
เช่น อ้างข้อมูลเท็จ สร้างเรื่อง
หรือปกปิดความจริง
เพื่อให้ลูกค้าหลงเชื่อและโอนเงินให้
พฤติการณ์อาจเข้าข่าย ฉ้อโกง
ซึ่ง 2 ข้อหานี้
เป็นคดีอาญาทั้งคู่
ฐานความผิดจะเป็นอะไร
ต้องดูหลักฐานและเจตนาในแต่ละคดี
ไม่ใช่ว่าแค่ “ยังไม่ได้โอนเจ้าของ”
แล้วจะสรุปว่าเป็นอาชญากรรมได้ทันที
แต่ถ้ามีหลักฐานว่า
รับเงินมาเพื่อส่งต่อ
แล้วกลับเบียดบัง
หรือหลอกเอาเงินมาตั้งแต่ต้น
เรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่ข้อพิพาท
เรื่องหนี้หรือผิดสัญญาอีกต่อไป
มันอาจเป็น คดีอาญา
ซึ่งต่างการผิดสัญญาเช่า
ที่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องทางแพ่ง
****
คดีแพ่งไป สน. ไม่ช่วยอะไรร้อยเวรไม่รับฟ้อง
ทำได้แค่ลงบันทึกประจำวัน
ซึ่งไม่มีผลต่อทางกฎหมาย
และร้อยเวรไม่ได้ส่งเรื่อง
ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อ
****
และอีกสิ่งนึงคือสิ่งที่
ผู้เสียหายจำนวนมากเข้าใจผิด
การเอาเงินมาคืนทีหลัง
ไม่ได้แปลว่าการกระทำที่เกิดขึ้น
ก่อนหน้านั้นไม่เคยเกิด
ถ้าองค์ประกอบความผิดเกิดครบไปแล้ว
การหาเงินมาคืนภายหลัง
ไม่ได้ย้อนเวลากลับไป
ทำให้เหตุการณ์นั้นหายไป
แต่ต้องแยกให้ออกอีกเรื่องหนึ่งว่า
ความผิดฐานยักยอกและฉ้อโกงทั่วไป
เป็นความผิดอันยอมความได้
เพราะฉะนั้น
ถ้าคุณได้เงินคืนแล้วไปเซ็นหรือตกลงว่า
“ไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญา”
หรือถอนคำร้องทุกข์
หรือทำข้อตกลงที่มีผลเป็นการยอมความ
คุณอาจกำลังทำให้
คดีอาญาสิ้นสุดลงด้วยตัวเอง
มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่วางหลักไว้แล้วว่า
เมื่อผู้เสียหายได้รับการชดใช้
และแสดงเจตนาไม่ติดใจดำเนินคดีอาญา
ในความผิดฐานฉ้อโกง
ซึ่งยอมความได้
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องสามารถระงับไปได้
ดังนั้นก่อนเซ็นอะไรหลังได้รับเงินคืน
อ่านให้ดี
คำว่า “รับเงินครบแล้ว”
กับคำว่า
“ไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญา”

#ผลทางกฎหมายไม่เหมือนกัน

อย่ารีบเซ็นเพราะคิดแค่ว่าเงินกลับมาแล้วก็จบ
และนี่คือสิ่งที่อยากฝากถึงผู้เสียหาย
ถ้าคุณเชื่อว่าตัวเองถูกโกง
และมีหลักฐานเพียงพอ
อย่ามองเพียงคำถามว่า
“ฉันได้เงินคืนหรือยัง?”
แต่ควรถามต่อว่า
“สิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน เกิดขึ้นกับคนอื่นมาแล้วกี่คน?”
เพราะเงินก้อนที่ถูกนำมาคืนคุณในวันนี้
คุณไม่มีทางรู้เลยว่ามาจากไหน
มันอาจเป็นเงินของผู้กระทำเอง
หรือในกรณี
ที่มีการกระทำต่อเนื่องเป็นทอด ๆ
มันก็อาจเป็นเงิน
ที่มาจากผู้เสียหายรายถัดไป
เราไม่ควรกล่าวหาว่าเป็นเช่นนั้น
โดยไม่มีหลักฐาน
แต่เหตุผลนี้เอง
ที่ทำให้การตรวจสอบเส้นทางเงิน
และดำเนินคดีอย่างจริงจังมีความสำคัญ
เพราะถ้าทุกครั้งจบด้วยสูตรเดิม
โกง → ถูกจับได้ → คืนเงิน → ผู้เสียหายไม่ติดใจ → เรื่องเงียบ
ต้นทุนของการโกงก็อาจเหลือเพียง
“ถ้าถูกจับได้ ค่อยคืน”
แล้วอะไรจะหยุดคนที่ตั้งใจทำแบบนี้ซ้ำ?
ผู้เสียหายที่ประสงค์จะดำเนินคดีควรเก็บหลักฐานให้ครบ
✅สลิปโอนเงิน
✅ข้อความแชต
✅เอกสารการจอง
✅สัญญาเช่า
✅เลขบัญชีผู้รับเงิน
✅ใบเสร็จ
✅หนังสือมอบอำนาจของเจ้าของ
✅หลักฐานว่าเจ้าของได้รับหรือไม่ได้รับเงิน
✅รวมถึงข้อความที่อีกฝ่ายยอมรับว่าได้รับเงินไปแล้ว
แล้วนำข้อเท็จจริงทั้งหมด
ให้พนักงานสอบสวน
หรือทนายพิจารณาว่าเข้าฐานความผิดใด
โดยเฉพาะความผิดอันยอมความได้
ต้องระวังเรื่องกำหนดเวลาร้องทุกข์
เพราะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96
ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน
นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิด
และรู้ตัวผู้กระทำความผิด
อย่าปล่อยให้การเจรจาคืนเงิน
ลากยาวจนเสียสิทธิของตัวเอง
และถ้าตั้งใจจะให้กระบวนการอาญาดำเนินต่อ
อย่าเพิ่งลงนามในข้อความว่า
“ไม่ติดใจดำเนินคดีอาญา”
หรือถอนคำร้องทุกข์
โดยไม่ได้เข้าใจผลทางกฎหมายเสียก่อน
“เงินคืน”คือการเยียวยาความเสียหาย
แต่ไม่ได้แปลว่า
”เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เคยเกิด”
ถ้ามีพฤติการณ์เป็นอาชญากรรมจริง
การดำเนินคดีให้ถึงกระบวนการยุติธรรม
ไม่ได้มีความหมาย
เพียงเพื่อเอาเงินของเรากลับมา
แต่มันอาจช่วยทำให้ข้อเท็จจริงถูกตรวจสอบ
ทำให้พฤติการณ์ถูกบันทึก
ทำให้พบผู้เสียหายรายอื่น
และป้องกันไม่ให้วงจรเดิมเกิดขึ้นกับคนต่อไป
เพราะบางครั้ง
วันที่เราได้เงินคืน
อาจไม่ใช่วันที่เรื่องควรจบ
มันอาจเป็นเพียงวันที่เราต้องตัดสินใจว่า
จะปล่อยให้วงจรนี้
วนกลับไปข้อ 1 อีกครั้งหรือไม่
ทั้งหมดนี้ผมไม่ได้คิดจะ Blame เหยื่อ
ผมแค่อยากเขียน
ให้คนที่ตกเป็นเหยื่อ
ได้ตระหนักรู้ว่า
หน้าที่และสิทธิของตัวเองคืออะไร
อย่าจบเพียงเพราะได้เงินคืน
เพราะกฏหมาย
คือสิทธิและหน้าที่ขั้นพื้นฐาน
ที่ทุกคนควรรู้

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

ดูหัวข้ออื่นเพิ่มเติม