ทั่วไป

ทั่วไป

เคส “ป้าติ๋ม” เปิดบทเรียนอสังหาฯ ต่างชาติ มรดก 100 ล้านอาจซับซ้อนกว่าที่คิด

วันที่สร้างประกาศ เวลาสร้าง 16 กันยายน 2569 12:31
“มรดก 100 ล้าน” เคสป้าติ๋ม
อาจไม่ใช่แค่เรื่องมรดก...
แต่มันกำลังเปิด “ระเบิดเวลา” ของอสังหาฯ ต่างชาติในประเทศไทย
ข่าวนี้ผมว่าน่าสนใจกว่าที่หลายคนคิดครับ

หญิงชาวฝรั่งเศสเจ้าของธุรกิจวิลล่าบนเกาะสมุยเสียชีวิตและได้ทำพินัยกรรม
ยกทรัพย์สินมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท
ให้กบ “ป้าติ๋ม” แม่บ้านคนสนิทที่ดูแลกันมานานถึง 17 ปี
แต่ล่าสุด...ตำรวจสรุปสำนวนมีความเห็นสั่งฟ้อง 2 บริษัท
และคนไทยอีก 2 ราย
หลังตรวจสอบโครงสร้างบริษัทที่ถือครองที่ดิน
และสร้างวิลล่า 5 หลัง
พบว่า ผู้ถือหุ้นไทยไม่ได้ร่วมลงทุนจริง
เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงปัญหาใหญ่
ที่ผมเชื่อว่าเราน่าจะได้เห็นกันอีกเยอะในอนาคตครับ
เพราะโดยหลักแล้ว
ชาวต่างชาติไม่สามารถถือครองที่ดินในประเทศไทยได้เหมือนคนไทย
สิ่งที่เกิดขึ้นมานาน
จึงมีชาวต่างชาติบางส่วนเลือกใช้วิธีตั้งบริษัทขึ้นมา
ต่างชาติถือหุ้น 49%
คนไทยถือหุ้น 51%
ตรงนี้ต้องบอกก่อนนะครับว่า...
โครงสร้าง 49/51 ไม่ได้ผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติ
ถ้าคนไทยลงทุนจริง
จ่ายเงินจริง
และเป็นเจ้าของหุ้นจริง
แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นทันที
ถ้าคนไทย 51% เป็นเพียงคนที่เอาชื่อมาถือหุ้นแทน
หรือที่เราเรียกกันว่า Nominee
และสิ่งที่หลายคนอาจยังไม่ได้คิดถึงก็คือ...
ตอนทุกคนยังอยู่
ตอนธุรกิจยังเดิน
ตอนทุกฝ่ายยังไว้ใจกัน
ทุกอย่างอาจดูเหมือนไม่มีปัญหาอะไร
แต่ถ้าวันหนึ่งเจ้าของเงินตัวจริงเสียชีวิตขึ้นมาล่ะ?
บ้านที่คุณคิดว่าเป็น “บ้านของคุณ”
จริง ๆ แล้วอาจไม่ได้อยู่ในชื่อคุณเลย
แต่อยู่ในชื่อ “บริษัท”
และบริษัทนั้น...
คุณอาจถือหุ้นอยู่เพียง 49%
ในขณะที่อีก 51%
อยู่ในชื่อบุคคลอื่น
นี่คือจุดที่เรื่องเริ่มซับซ้อนครับ
เพราะถ้าที่ดินอยู่ในชื่อบริษัท
ที่ดินนั้นเป็นทรัพย์สินของบริษัท
ไม่ใช่ทรัพย์สินของผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งโดยตรง
ดังนั้นเมื่อชาวต่างชาติเสียชีวิต
บ้านหรือที่ดินไม่ได้ตกเป็นของผู้ถือหุ้นไทย 51% ทันที
แต่ในขณะเดียวกัน...
ลูก ภรรยา หรือทายาทที่ถูกเขียนไว้ในพินัยกรรม
ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเดินเข้าไป
แล้วเปลี่ยนชื่อบ้านเป็นของตัวเองได้ทันทีเช่นกัน
สิ่งที่ทายาทอาจได้รับ
คือ “หุ้นและสิทธิของผู้เสียชีวิตในบริษัท”
ไม่ใช่ตัวที่ดินโดยตรง
ทีนี้ลองคิดต่อครับ...
ถ้าคนไทยที่ถือหุ้นอีก 51% ไม่ร่วมมือ
ถ้ามีปัญหาเรื่องกรรมการบริษัท
ถ้ามีการแย่งอำนาจบริหาร
ถ้ามีข้อพิพาทเรื่องว่าใครคือเจ้าของที่แท้จริง
หรือหนักกว่านั้น...
ถ้ารัฐตรวจสอบย้อนหลังแล้วพบว่า
โครงสร้างบริษัทนี้เป็น Nominee มาตั้งแต่ต้น
จากบ้านราคา 50 ล้าน
100 ล้าน
หรือหลายร้อยล้าน
อาจกลายเป็นคดีที่ทายาทต้องต่อสู้กันเป็นปี ๆ
นี่แหละครับคือสิ่งที่ผมมองว่า
เคสป้าติ๋มอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น
เพราะประเทศไทยมีชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อย
ที่เข้ามาซื้อบ้านหรือวิลล่าผ่านโครงสร้างบริษัท
ผมเชื่อว่าในอนาคต
เราน่าจะได้เห็นคดีเกี่ยวกับ
โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยว
ภูเก็ต
สมุย
พะงัน
พัทยา
รวมถึงพื้นที่ที่มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่จำนวนมาก
“มรดกอสังหาฯ ของชาวต่างชาติ”
ตามมาอีกหลายเคสแน่นอนครับ
ไม่ใช่แค่เพราะเรื่องเงินไม่เข้าใครออกใคร
แต่เพราะโครงสร้างที่เคยสร้างขึ้นมา
เพื่อแก้ปัญหาในวันนี้
อาจกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่ามาก
ในวันที่เจ้าของตัวจริงไม่อยู่แล้ว
ทรัพย์สินหลักสิบล้าน
หลักร้อยล้าน
ไม่ควรวางอยู่บนคำว่า
“ไว้ใจกัน” เพียงอย่างเดียวครับ
เรื่อง Ownership
เรื่อง Company Structure
เรื่อง Shareholder Agreement
เรื่องกรรมการและอำนาจลงนาม
รวมถึง Estate Planning และพินัยกรรม
ควรถูกวางให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก
#LivingInsider

#อสังหาริมทรัพย์


#Nominee


#ต่างชาติซื้อบ้าน


#ต่างชาติซื้ออสังหา


#มรดก100ล้าน


#เกาะสมุย


#RealEstateThailand

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

ดูหัวข้ออื่นเพิ่มเติม