feature
icon   20

ติดตาม

icon   0

กำลังติดตาม

icon   27

โพสที่สร้าง

ความรู้

🔥 เช่า 6 เดือน = ทางรอดของอสังหาฯ จริงไหม?

ช่วงนี้ถ้าคุณเป็นเจ้าของห้องปล่อยเช่า
แล้วรู้สึกว่า
“ปล่อย 1 ปี ก็ยังเงียบ
ลดราคาไปก็ไม่คุ้ม
ปล่อยสั้นก็ดูจะวุ่นวาย
ห้องว่างเรื่อยๆ สักพักก็
ต้องจ่ายค่าส่วนกลางแล้ว”
คุณไม่ได้คิดไปเองแน่ๆ

ตลาดเช่าตอนนี้ไม่ได้แย่เพราะไม่มีคนเช่า
แต่มันแย่เพราะ คนไม่อยากจะมี commitment
เศรษฐกิจไม่ชัวร์
ทำให้ผู้เช่าจำนวนมากคิดแบบนี้

“ขอลองก่อนได้ไหม ไม่อยากเซ็นต์ยาว”
ตรงนี้แหละที่คำว่า
“สัญญาเช่า 6 เดือน”
เริ่มถูกหยิบขึ้นมาเป็น ทางรอด
แต่ขอพูดตรง ๆ แบบ
👉 มันไม่ใช่สูตรสำเร็จนะ
👉 และไม่ใช่ทุกห้องที่จะทำได้
เช่า 6 เดือน = จุดสมดุล

ระหว่าง
Short stay (แพง / บริหารยาก/ยุ่งยาก)
Long stay (คนไม่กล้า Commit)
ห้องแบบไหน “ควร” ทำเช่า 6 เดือน
ลองเช็กตัวเองตามนี้ก่อนเลย

1. กลุ่มผู้เช่าต้องชัดเจน
เช่า 6 เดือนเวิร์กกับคนกลุ่มนี้มาก:
Expat assignment ระยะสั้น
NGO / DTV / Consultant / Project-based
คนย้ายประเทศมาลองอยู่
ครอบครัวรอสร้างบ้าน / รอโรงเรียน
คนกลุ่มนี้มีเงิน
แต่ ไม่อยากผูกมัดระยะยาว

2. ห้องต้อง “พร้อมอยู่จริง” (ไม่ใช่แค่มีเฟอร์)
นี่คือจุดที่เจ้าของพลาดเยอะที่สุด
ผู้เช่า 6 เดือน ไม่ได้คิดแบบผู้เช่า 1 ปี
เขาคิดแนวเดียวกัน ใกล้เคียงกับ serviced apartment
แนวทางทำห้องให้รอด:
Furniture
โซฟานั่งสบายจริง (ไม่ใช่ของถ่ายรูป)
โต๊ะทำงาน + เก้าอี้ดี (สำคัญมาก)
เตียง + ที่นอนคุณภาพ (นี่คือโคตร deal breaker)
Appliance
เครื่องซักผ้า
ไมโครเวฟ / เตาไฟฟ้า
ตู้เย็นขนาดใช้งานจริง
TV + Internet High-speed พร้อมใช้
Kitchen / Storage
จาน ชาม หม้อ basic
ที่เก็บของเพียงพอ (คนอยู่ 6 เดือน ไม่ได้อยู่แบบนักท่องเที่ยว)
Key idea แบบเน้นๆเลย:
ผู้เช่าต้อง “ลากกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลยทันที”

3. Pricing ต้องคิดให้เป็น
อย่าตั้งราคาแบบกลัวเสียเปรียบ
แต่ก็อย่าถูกจนเสีย positioning ของเราเอง
Logic ที่ควรเวิร์ก:
ราคาเช่า 6 เดือน
ควรแพงกว่าเช่า 1 ปี ~5–15%
แต่ถูกกว่า Serviced Apartment ชัดเจน
ตัวอย่างเช่นแถวสุขุมวิท:
เช่า 1 ปี = 35,000
เช่า 6 เดือน = 38,000–42,000
Serviced apartment = 55,000+
ผู้เช่ารู้สึก “คุ้มค่า ยืดหยุ่น”
เจ้าของยังคงสามารถรักษามูลค่าของห้องได้
มีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอ
ห้องแบบไหน “ไม่ควร” ทำเช่า 6 เดือน
พูดให้ชัด จะได้ไม่เสียเวลา

❌ ห้อง mass market แข่งกันแต่ราคา ทั้งตึกมีแต่คนลดราคา ไม่เน้นแต่งห้อง เราทำ 6 เดือนก็เหนื่อย

❌ ทำเลไม่มี expat / corporate demand

❌ ห้องโทรม แต่หวังค่าเช่าสูง

❌ เจ้าของไม่อยากดูแลบ่อย (สัญญาสั้น = turnover สูง)

กรณีนี้
ลดราคาเช่า 1 ปีตรง ๆ
ยังมีโอกาสได้คนเช่ามากกว่า
Insight สำคัญที่สุดในนี้
ปัญหาไม่ใช่ “ระยะสัญญา”
ปัญหาคือเรายังปล่อยเช่าแบบเดิม

ในโลกที่ผู้เช่าคิดไม่เหมือนเดิมแล้ว ปัจจัย Visa ใหม่ทำให้ เจ้าของห้องต้องปรับตัว

เช่า 6 เดือนจะรอด
เพราะคุณ เข้าใจ psychology ของผู้เช่า
สรุปแบบเจ้าของอสังหาฯ
เช่า 6 เดือน = เครื่องมือการตลาด

แต่มันไม่ใช่สูตรสำเร็จนะ
คนที่รอดรอบนี้
คือคนที่ flexible เร็ว และออกแบบห้องให้ตอบโจทย์ของตลาดจริง

คำถามทิ้งท้าย
ห้องของคุณตอนนี้

เป็นแค่ “ห้องว่างที่รอคนที่ใช่ไปเรื่อยๆ พร้อมจ่ายดอกเบี้ยธนาคารเวียนไป”

หรือเป็น “เครื่องมือผลิตกระแสเงินสดที่พร้อมปรับตัวไปตามสถานการณ์”?
main-image
profile-avatar
Assavasereenon Blue 1 เดือนที่แล้ว
ความรู้

อวสานอสังหาฯ? จริงๆปีนี้ได้ยินคำว่าอวสานเยอะมาก อะไรนิดอะไรหน่อยก็อวสาน...

อวสานอสังหาฯ? จริงๆปีนี้ได้ยินคำว่าอวสานเยอะมาก อะไรนิดอะไรหน่อยก็อวสาน หรือเพราะว่าอ่าน The Standard กับฟัง Podcast เยอะไปนะ มันเลยหลอนๆ

จริงๆปีนี้ ก็อยากเขียนสรุป ปี2025 คิดซะว่า Recap ภาพรวมของทั้งปีนี้แล้วกัน
คำว่า “อวสาน” ช่วงนี้ดูโคตรจะตลกร้าย

อวสานชนชั้นกลาง อวสานเด็กจบใหม่ อวสานงานประจำ
ฟังแล้วเหมือนโลกมันกำลังจะพังละ
แต่ถ้ามองอีกด้าน ก็รู้สึกได้ว่า ไม่ใช่ทุกอย่างอวสาน
แต่มันคือ อวสานของสิ่งที่ “ ปานกลาง ๆ” มากกว่า
และอสังหาฯ เป็นหนึ่งในสนามที่เห็นภาพนี้ชัดที่สุด

ภาพรวมอสังหาฯ ปี 2025
ไม่ใช่วิกฤต…แต่คือปีคัดกรองทุกอย่าง
ปี 2025 เป็นปีที่ตัวเลขทุกอย่าง
“ลงมาแตะจุดต่ำ”
การเปิดโครงการใหม่ ต่ำสุดในรอบ 10–20 ปี
ยอดโอน / ยอดขาย / กำไรบริษัทอสังหาฯ ชะลอชัด

อัตราการอนุมัติสินเชื่อในหลายเซกเมนต์ “ไม่ถึงครึ่ง” แถม Reject Rate อย่างสูง บางเคสถึงจะอนุมัติ แต่กลายเป็นว่าผู้กู้ตัดสินใจไม่ไปต่อซะอย่างงั้น

สิ่งที่หายไปในปีนี้ จากการที่ได้คุยกับพี่ๆนักลงทุนหลายรายคือ
การซื้อเพราะ กลัวตกรถ ไม่มีแล้ว
การลงทุนแบบหวังเด้งเร็ว ขายบวกๆ เกิดน้อยแล้ว
Exit Plan ไม่ชัดดีลไม่ดี สู้นั่งทับมือดีกว่า

แต่สิ่งที่ยังมีอยู่ในตลาดคือ
ความต้องการ อยู่อาศัยจริง
ความต้องการเช่าของคนทำงานคุณภาพ/Expat
ความต้องการทำเลที่ใช้ชีวิตได้จริงๆ
พูดให้ตรงที่สุดก็คือ

ปี 2025 คือปีที่ “อสังหาฯแบบ typical อยู่ยากสุดๆ”
ตัวแปรที่หลายคนมองข้าม แต่กระทบจริง
ปีนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องเศรษฐกิจโตต่ำหรือดอกเบี้ย

แต่มีเรื่อง ค่าเงินบาทแข็งผิดปกติ จากธุรกรรมทองคำออนไลน์ ที่ก็เพิ่งทราบกันเมื่อไม่กี่วัน แต่บาทแข็งมาตลอดทั้งปี

พอเงินบาทแข็งเร็ว
→ กระทบส่งออก
→ กระทบรายได้บางกลุ่ม
→ กระทบความเชื่อมั่น
→ กระทบกับการตัดสินใจซึ่งการ “ก่อหนี้ก้อนใหญ่” อย่างบ้านและคอนโด
พอต้องใช้เงินก้อน + ความมั่นใจในอนาคตแบบสุดๆ

พออย่างใดอย่างหนึ่งหาย ตลาดก็ชะลอทันที
แถมปีนี้…ความเสี่ยงไม่ได้มาเดี่ยว ๆ

ปกติเราคิดว่าเออ มาเรื่องใหญ่ๆปีละเรื่องก็คงพอใช่ไหม ปีนี้กลัวไม่ท้าทาย จัดชุดใหญ่ไฟกระพริบมาให้ทันที เดือนละเรื่องดีกว่าไหม😅

ปีนี้เจออะไรบ้าง เริ่มด้วยเหตุการณ์นอกตำรา ที่กระทบ “ความรู้สึกปลอดภัย” ของคนอย่างชัดเจน

1) แผ่นดินไหว: ความเสี่ยงที่คนไม่เคยคิด
ก็เริ่มคิด ทุกคนทราบว่าในไทยไม่ใช่ประเทศแผ่นดินไหวรุนแรง
แต่เหตุการณ์ที่เกิดในภูมิภาคใกล้เคียง ทำให้คนเริ่มตั้งคำถามว่า
อาคารที่อยู่ “ปลอดภัยจริงไหม”

ตึกสูงยังน่าอยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า หลายคนยังเป็น PTSD จากเหตุการณ์นั้นอยู่เลย

ทุกอย่างมีแต่คำถามเช่น โครงการเก่าออกแบบมารับความเสี่ยงพวกนี้แค่ไหน ผลคือ

อสังหาฯบางประเภทไม่ได้ถูกมองแค่ “สวยหรือไม่สวย”

แต่ถูกมองด้วยคำว่า risk นี่ยังไม่รวมกับค่าใช้จ่ายและผลกระทบจากความเสียหายของแผ่นดินไหวด้วย หลายห้องตอนนี้ยังไม่ได้เงินเคลมประกันนะ พูดเลย

2) สงครามและภูมิรัฐศาสตร์: เงินไม่ชอบความไม่แน่นอน

สงครามในหลายจุดของโลก แถมสงครามระหว่างเพื่อนบ้านเราด้วย อีอังเคิล
ทำให้โลกพลังงานผันผวน โลจิสติกส์แพง
Sentiment ตลาดท่องเที่ยวดูไม่ดีเลย

นักลงทุนและคนที่ซื้ออสังหาฯมาเป็น 2nd Home เลยไม่ได้ถามแค่ว่า ราคาดีไหม
แต่ถามว่า

“ประเทศเรา…มีเสถียรภาพพอจะฝากชีวิตในระยะยาวไหม”

3) Scammer: ภัยเงียบที่บั่นทอนความเชื่อมั่น
ปี 2025 เป็นปีที่คนไทยและต่างชาติ เจอ scam ในแทบทุกมิติ ถามว่าทุกวันนี้คนที่โทรหาเราบ่อยสุดไม่ใช่เพื่อนนะ แต่คือมิจฉาชีพ
มีทุกช่องทาง Line / Facebook /TikTok
หลอกลงทุนคอนโดเงินเหลือ
หลอกจองบ้านแต่ไม่มีของ
หลอกเช่าคอนโดราคาเป็นมิจ
ซื้อขายในกลุ่มปิด
ผลกระทบไม่ได้อยู่แค่คนโดนโกง
แต่อยู่ที่ ความไม่ไว้ใจ
ตลาดที่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่
พอความไว้ใจหาย
การตัดสินใจก็ช้าลงทันที แถมยังถูกหลอกเงินอีกต่างหาก

4) นักท่องเที่ยวลด: ตัวช่วยที่ไม่แรงเหมือนเดิม
หลายปีที่ผ่านมา
เราหวังให้การท่องเที่ยวเป็น “พระเอก”
แต่ปีนี้เริ่มเห็นชัดว่า
นักท่องเที่ยวบางกลุ่มหาย

จีนยังไม่กลับเต็มที่ ถามคนทำ Airbnb จีนช่วยปลายปี Booking ต้องเต็มแล้ว ตอนนี้หายไปเฉยๆ
นักท่องเที่ยวคุณภาพเลือกมากขึ้นผลก็คือ
อสังหาฯที่หวังพึ่ง short-term demand
เริ่มรู้สึกถึงแรงต้าน

ภาพรวมปี 2025 ไม่ใช่วิกฤต…แต่คือปีที่คนเริ่มกลัวความเสี่ยงจริงจัง อสังหาฯเป็นสินค้าที่ต้องใช้

เงินก้อน + เป็นหนี้ระยะยาว
และความมั่นใจในอนาคต
พอโลกเต็มไปด้วยคำว่า
แผ่นดินไหว / สงคราม / scam / นักท่องเที่ยวลด / บาทแข็ง
คำถามในใจคนก็เปลี่ยนจาก
“ซื้อดีไหม”เป็น “เสี่ยงเกินไปหรือเปล่า”

แล้วปี 2026 จะเป็นยังไง?
ปี 2026 จะไม่ใช่ปีที่น่าจะฟื้นนะ
แต่จะเป็นปีที่ตลาดตั้งคำถามแรงๆว่า
ของคุณ “จำเป็นจริงไหม”
ทำเลคุณ “มีเหตุผลจริงไหม”
ลูกค้าคุณ “ยังอยู่ไหม”
ความเสี่ยงพวกนี้ คุณคิดเผื่อไว้หรือยัง
อสังหาฯที่อยู่ได้ จะไม่ใช่เพราะโชค
แต่เพราะ ออกแบบมาให้ทนความไม่แน่นอน

สิ่งที่ทำให้รอบนี้ต่างจากอดีตคือ
ความไม่แน่นอนมันมาเป็นแพ็ก
ถ้ามองตามตัวเลขเศรษฐกิจ
ปี 2026 ถูกคาดว่าจะโตต่ำกว่า 2025
อยู่แถว ๆ 1–1.5% แปลว่าอะไร?
แปลว่า
อย่าหวังตลาดใหญ่จะช่วยทุกคน
แต่ตลาดจะช่วย เฉพาะคนที่เลือกถูก

ปี 2026 จะไม่ใช่ปีฟื้นแบบกระโดด
แต่เป็นปีที่ตลาดถามกลับมาดังขึ้นว่า
ของคุณ “จำเป็น” แค่ไหน
ทำเลคุณ “มีเหตุผล” แค่ไหน
ราคา/ค่าเช่า “สมเหตุสมผล” หรือยัง
ลูกค้าคุณ “คือใครจริง ๆ”
อสังหาฯ ที่ยังขายหรือเช่าได้
จะไม่ใช่เพราะตลาดดี
แต่เพราะ ตัวมันเองดีพอ
แนวโน้มชัด ๆ ปี 2026

1. CBD ทำเลนี้ยังฆ่าไม่ตาย…แต่ไม่ใช่ใครก็รอด
ตลาดแถวทำเล CBD จะยิ่ง “คัดคุณภาพมากขึ้น
อยู่ได้ด้วย demand เช่าคุณภาพ ห้องตอบโจทย์ โครงการตอบโจทย์ ฐานลูกค้าหลักก็เป็น Expat เหมือนเดิม การปล่อยห้องเฟอร์ลอยตัว เฟอร์ถูกๆแต่ชาร์จค่าเช่าแพงๆ คงไม่มีแล้ว

2.คอนโดเช่า = อยู่ได้ แต่ต้องคิดแบบธุรกิจจริงจัง
gross yield หลอกตัวเองไม่ได้ ต้องคิดทุกเม็ด
vacancy rate ต้องคิด
ค่าเสื่อมต้องรับได้ ห้องต้องปรับปรุงตลอด
ใครยังคิดว่า
“ซื้อเถอะ เดี๋ยวก็ปล่อยเช่าง่าย”
ปีหน้าอาจได้เรียนรู้คำว่า เหนื่อยเงียบเป็นยังไง

3. บ้านอยู่จริงยังไปได้ บ้านหวังราคาเด้ง++ไปยาก
บ้านที่ตอบโจทย์ชีวิต
ใกล้โรงเรียนนานาชาติ ใกล้ทางด่วน ใกล้ชุมชน
ยังมี demand บ้านที่ตั้งราคาเพราะ
“เมื่อก่อนขายได้”
แต่ไม่ดูรายได้จริงของคน
จะขายช้าลงเรื่อย ๆ

แล้วนักลงทุน/เจ้าของทรัพย์ควรคิดยังไงดี?
นี่ไม่ใช่ปีของการ panic
แต่ก็ไม่ใช่ปีของการ อยู่เฉยๆ

ปี 2026 คือปีของการถามตัวเองจริงจังว่า
ถ้าไม่มีตลาดมาช่วย เรารอดไหม
ถ้าต้องถือยาว 3–5 ปี เรายังสบายใจหรือเปล่า
ถ้าปล่อยเช่าไม่ได้ 3 เดือน เรารับได้ไหม
ถ้าต้องลดราคา เรา “ยอม” หรือ “ฝืน”

และคำถามสำคัญที่สุดคือ

อสังหาฯที่เราถืออยู่…มันยังโอเคไหมในความคิดของเรา

ถ้าอสังหาฯ ราคาไม่เด้งเหมือนเดิม คุณยังอยากถือมันไหม?

ทรัพย์ที่คุณมีอยู่ ยังรอดเพราะมี Demand จริงๆ หรือรอดเพราะโชคช่วย?
main-image
profile-avatar
Assavasereenon Blue 1 เดือนที่แล้ว
ความรู้

บ้าน...ทำเลสุขุมวิท แบบไหน “ทำ Yield ได้ดี” และ “สร้างมูลค่าได้มากกว่ากัน”?🤔

🏠 มีคำถามจากลูกค้าว่า
บ้านในหมู่บ้าน vs บ้านนอกหมู่บ้าน

ทำเลสุขุมวิท แบบไหน “ทำ Yield ได้ดี” และ “สร้างมูลค่าได้มากกว่ากัน”?🤔
คำถามนี้ไม่มีคำตอบที่ตายตัวนัก

เพราะบ้าน 2 ประเภทนี้ ชนะกันในรูปแบบคนละสนาม

สมมติว่าถ้าคุณเป็นนักลงทุน หรือเจ้าของบ้านในโซนสุขุมวิท

บทความนี้จะช่วยให้คุณเลือก “บทบาทของบ้าน” ได้ถูกตั้งแต่ต้นและตรงจริตมากที่สุด

เลือกจาก 1️⃣ Yield ก่อน (กระแสเงินสดจากค่าเช่า)

🟢 บ้านในหมู่บ้าน
ผู้เช่าหลัก: Expat Family / Corporate Lease
บริษัท Relocation “เลือกหมู่บ้านก่อน” เสมอ
ค่าเช่า สม่ำเสมอ นิ่ง
Vacancy Rate ต่ำ
สุขุมวิทชั้นใน
ค่าเช่าเฉลี่ย: 120,000–200,000 บาท/เดือน
Gross Yield ประมาณ 4–5% /ปี
👉 เหมาะกับคนที่ต้องการ
“รายได้แน่น ไม่ต้องลุ้น ไม่ต้องบริหารเยอะ”

🔵 บ้านนอกหมู่บ้าน
ผู้เช่าหลากหลายกว่า:
Home Office / Wellness / Clinic / Creative Business/Airbnb
ค่าเช่า "โดด” ได้ ถ้ารีโนเวทและวางตำแหน่งถูก
Yield สูงกว่า แต่ไม่เสถียรเท่าหมู่บ้านสุขุมวิท
ค่าเช่า (หลังรีโนเวท): 150,000–250,000 บาท/เดือน
Gross Yield 6–8%+/ปี
👉 เหมาะกับคนที่
“รับความผันผวนได้ เพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่า”

ปัจจัยที่2️⃣ Stability (ความนิ่งของรายได้)
บ้านในหมู่บ้าน = ⭐⭐⭐⭐⭐
สภาพแวดล้อมคุมได้
มีนิติ / รปภ.
เพื่อนบ้านระดับเดียวกัน
สัญญาเช่ายาว 2–3 ปี

📌 เหมาะเป็น Core Asset ของพอร์ต
บ้านนอกหมู่บ้าน = ⭐⭐⭐
รายได้ขึ้นกับ:
ทำเลจริง
ถนนหน้าโครงการ
เพื่อนบ้าน
การใช้งาน
ผู้เช่าเลือกเยอะ
ต้องบริหารเองมากกว่า

📌 ไม่เหมาะกับคนอยาก “ปล่อยแล้วลืม”
ปัจจัยที่ 3️⃣ Value Creation (การสร้างมูลค่าเพิ่ม)
บ้านในหมู่บ้าน
รีโนเวทได้จำกัด
ราคาขึ้นตามตลาดเป็นหลัก
Upside ไม่แรง เพราะถูก “ล็อกกรอบ” ด้วยโครงการ

👉 มูลค่าเพิ่ม = ค่อยเป็นค่อยไป นอกเสียจากว่า คนในโครงการไม่ยอมขาย และเราได้มาถูกมากจาก Dev แล้ว Set ราคาขายอยู่รายเดียว

บ้านนอกหมู่บ้าน
เปลี่ยน “บทบาท” บ้านได้
บ้าน → Office
บ้าน → Wellness
บ้าน → Studio / Cafe / Airbnb
รีโนเวท = เพิ่มค่าเช่า + เพิ่มราคาขาย
Land Value ขึ้นแรง ถ้าใกล้ BTS / ถนนหลัก /หรือขายต่อเพื่อเปิดทางให้โครงการ

👉 มูลค่าเพิ่มมาจากฝีมือ ไม่ได้ใช้ดวงหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ปัจจัยที่ 4️⃣ Flexibility (ความยืดหยุ่นในการใช้งาน)

บ้านในหมู่บ้าน
กฎชัด
ห้ามทำกิจการ
ใช้ได้แค่ “อยู่อาศัย”
เหมาะกับ:
คนอยากได้บ้าน = บ้านเท่านั้น
บ้านนอกหมู่บ้าน
ใช้ได้หลายบทบาท
เหมาะกับคนคิดเป็น “Platform”
ต่อยอดได้ในอนาคต
เหมาะกับ:
นักลงทุน / ผู้ประกอบการ / คนคิดไปไกลต้องเติมเต็มถัง😆

ปัจจัยที่ 5️⃣ ความยากในการบริหาร
ประเภท
ความยาก
บ้านในหมู่บ้าน - ต่ำ
บ้านนอกหมู่บ้าน - สูง
บ้านนอกหมู่บ้านต้องเข้าใจ:
ผังเมือง
ทางเข้า–ออก
กฎหมายกิจการ
เพื่อนบ้าน
Demand จริงของพื้นที่นั้นๆ
หรือหานายหน้าในพื้นที่ที่เข้าใจทำเล

🔍 สรุปแบบสั้นๆ
อยากได้รายได้สม่ำเสมอ → บ้านในหมู่บ้าน
อยากได้ Upside และมูลค่าเพิ่มแรง → บ้านนอกหมู่บ้าน
นักลงทุนสุขุมวิทเทพๆ
❌ ไม่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
✅ ใช้ทั้งสองแบบ “ให้ถูกบทบาท”
Core Asset = บ้านในหมู่บ้าน
Alpha Asset เพิ่มมูลค่า = บ้านนอกหมู่บ้าน

บ้านที่ดี ไม่ใช่บ้านสวย แต่คือบ้านที่ “ถูกใช้ในบทบาทที่ถูกต้องตรงกัลจริตของผู้ลงทุน”

ปล.รับซื้อบ้านในทำเลสุขุมวิท นอกโครงการ
งบ 20ล้าน+- ทัก inbox ได้เลย
#Spacefinder
main-image
profile-avatar
Assavasereenon Blue 1 เดือนที่แล้ว
ความรู้

📣 สรุปครบจบโพสต์เดียว! ภาษีที่ดินปี 2569 ฉบับ “จ่ายจริง”

📣 สรุปครบจบโพสต์เดียว! ภาษีที่ดินปี 2569 ฉบับ “จ่ายจริง” เตรียมเงินไว้เลย (อ้างอิงข้อมูลล่าสุดจากข่าวสด!!!)

​ใครที่มีบ้าน มีคอนโด หรือมีที่ดินเปล่า ต้องอ่านโพสต์นี้ครับ! เพราะปี 2569 รัฐบาลยืนยัน “เก็บเต็ม 100%” (ไม่มีส่วนลด) แถมที่ดินรกร้างเจอปรับอัตราภาษีเพิ่มอีก!

​สรุปเนื้อหาสำคัญจากข่าวสด และข้อมูลอัตราภาษีล่าสุดมาให้แล้ว แบ่งเป็นกลุ่มๆ พร้อมเปรียบเทียบให้เห็นว่าต้องจ่ายเท่าไหร่ ไปดูกันเลย

​🏡 1. บ้านหลังหลัก (มีชื่อเราอยู่ในทะเบียนบ้าน)
​คนส่วนใหญ่รอด! กลุ่มนี้ปลอดภัยที่สุด ​กฎหมายใจดีกับบ้านที่เราอยู่เองมากที่สุดครับ โดยดูจาก “ราคาประเมินราชการ” (ซึ่งมักต่ำกว่าราคาซื้อขายจริง)

• ​มูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท: ✅ ฟรี! ไม่เสียภาษีสักบาท
• ​มูลค่า 50 - 75 ล้านบาท: เสียล้านละ 300 บาท (ส่วนที่เกิน 50 ล้าน)
• ​ตัวอย่าง: บ้านราคา 60 ล้าน ➜ เสียภาษี 3,000 บาท/ปี
• ​มูลค่า 75 - 100 ล้านบาท: เสียล้านละ 500 บาท
• ​ตัวอย่าง: บ้านราคา 80 ล้าน ➜ เสียภาษี 10,000 บาท/ปี

​🏠 2. บ้านหลังที่ 2 / คอนโดปล่อยเช่า / บ้านพักตากอากาศ ​เริ่มมีภาระ แต่ยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับค่าเช่า ​กลุ่มนี้คือพวกที่มีชื่อเป็นเจ้าของโฉนด แต่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน (หรือมีบ้านหลายหลัง หลังที่ 2 เป็นต้นไปจะโดนเรทนี้)

• ​มูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท: เสียล้านละ 200 บาท (อัตรา 0.02%)
• ​ตัวอย่าง: คอนโดปล่อยเช่าราคา 3 ล้าน ➜ เสียภาษี 600 บาท/ปี
• ​ตัวอย่าง: บ้านหลังที่สองราคา 10 ล้าน ➜ เสียภาษี 2,000 บาท/ปี
• ​มูลค่า 50 - 75 ล้านบาท: เสียล้านละ 300 บาท
• ​มูลค่า 75 - 100 ล้านบาท: เสียล้านละ 500 บาท

​🌾 3. ที่ดินเกษตรกรรม (ต้องทำเกษตรจริง)
​ภาษีถูกที่สุด แต่ต้องระวังเรื่อง "เกษตรปลอม"

• ​บุคคลธรรมดา: ได้รับยกเว้น 50 ล้านบาทแรก (ต่อเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น)
• ​ตัวอย่าง: มีที่ดินเกษตรมูลค่า 40 ล้าน ➜ ฟรี!
• ​ตัวอย่าง: มีที่ดินเกษตรมูลค่า 60 ล้าน ➜ เสียส่วนเกิน 10 ล้าน (ล้านละ 100 บาท) = 1,000 บาท/ปี
• ​ข้อควรระวัง: ต้องปลูกพืชให้ได้ตามเกณฑ์ขั้นต่ำ (เช่น กล้วย 200 ต้น/ไร่, มะนาว 50 ต้น/ไร่) ถ้าเจ้าหน้าที่มาตรวจแล้วไม่ผ่าน จะโดนดีดไปคิดเรท "รกร้าง" ทันที ซึ่งแพงกว่ากันมหาศาล!

​🏢 4. ใช้ประโยชน์อื่น (พาณิชย์/ออฟฟิศ/โกดัง/โรงแรม) กลุ่มนี้โดนเต็มๆ ถือเป็นต้นทุนธุรกิจ ​เรทภาษีจะกระโดดขึ้นมาชัดเจน เริ่มต้นที่ 0.3% (ล้านละ 3,000 บาท)

• ​มูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท: เสียล้านละ 3,000 บาท
• ​ตัวอย่าง: ตึกแถวทำร้านค้า ราคา 5 ล้าน ➜ เสียภาษี 15,000 บาท/ปี
• ​ตัวอย่าง: โฮมออฟฟิศ ราคา 10 ล้าน ➜ เสียภาษี 30,000 บาท/ปี
• ​มูลค่า 50 - 200 ล้านบาท: เสียล้านละ 4,000 บาท
• ​ตัวอย่าง: อาคารสำนักงาน ราคา 100 ล้าน ➜ เสียภาษี 350,000 บาท/ปี

​🚨 5. ที่ดินรกร้างว่างเปล่า (โซนอันตราย!) ยิ่งถือนาน ยิ่งจ่ายแพง (Step-up rate) นี่คือไฮไลท์ของปี 2569 เลย เพราะกฎหมายระบุว่า ถ้าปล่อยรกร้างติดต่อกัน 3 ปี ปีที่ 4 ภาษีจะเพิ่มอีก 0.3%

• ​อัตราพื้นฐาน: เริ่มต้น 0.3% (ล้านละ 3,000 บาท) เหมือนพาณิชย์
• ​แต่ถ้าถือครองมานานและยังรกร้าง: อัตราภาษีจะขยับขึ้นเรื่อยๆ สูงสุดถึง 3% (ล้านละ 30,000 บาท!)
• ​ตัวอย่าง: ที่ดินเปล่า ราคา 10 ล้าน
• ​ปีแรกๆ เสีย 30,000 บาท

• ​ถ้ารกร้างนาน เข้าเกณฑ์ปรับเพิ่ม อาจพุ่งไปถึง 60,000 บาท หรือมากกว่านั้น!

​💡 สรุปตารางเปรียบเทียบ: มีทรัพย์สิน 10 ล้านบาท ต้องจ่ายเท่าไหร่?
​(เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างชัดเจน)
• ​บ้านหลังหลัก: จ่าย 0 บาท (สบายใจสุด)
• ​ที่ดินเกษตร: จ่าย 0 บาท (ถ้าเป็นบุคคลธรรมดา)
• ​บ้านหลังที่ 2: จ่าย 2,000 บาท
• ​ทำร้านค้า/ออฟฟิศ: จ่าย 30,000 บาท 😱
• ​ที่ดินรกร้าง: จ่าย 30,000 บาท ++ (และจะแพงขึ้นเรื่อยๆ)

​⚠️ ข่าวดีเล็กน้อยใช่ไหม: กระทรวงมหาดไทยประกาศ "ขยายเวลา" การชำระภาษีปี 2569 ออกไปอีก 2 เดือน (จากเดิมต้องจ่าย เม.ย. 69 เลื่อนไปเป็น มิ.ย. 69) ช่วยให้มีเวลาหมุนเงินเพิ่มอีกนิดนึง

​📌 คำแนะนำ: ใครมีที่ดินเปล่า รีบวางแผนด่วน! จะปลูกกล้วย จะปล่อยเช่า หรือจะขาย รีบตัดสินใจก่อนบิลภาษีจะร่อนมาถึงหน้าบ้านครับ
​ข้อมูลอ้างอิงจาก: ข่าวสด
main-image
profile-avatar
Assavasereenon Blue 1 เดือนที่แล้ว
ความรู้

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ถ้าคุณมีบ้านในทำเลดี(สุขุมวิท - อารีย์ - พระราม 9) Size ใหญ่ คุณจะเอาไปทำอะไรได้บ้าง

สัก 10 ปีก่อน (ประมาณ 2014–2015)

> ยุคที่อสังหาฯ = ที่อยู่อาศัยเป็นหลัก | ออนไลน์ยังไม่เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

ธุรกิจที่ “เวิร์กจริง”

1. บ้านอยู่อาศัยระดับบน

บ้านเดี่ยวหรู

บ้านผู้บริหาร / ครอบครัวใหญ่

เน้น Location + Privacy

2. Home Office แบบดั้งเดิม

บริษัท SME

สำนักงานกฎหมาย / บัญชี

บริษัทนำเข้า-ส่งออก

3. สถานทูต / บ้านเช่าทูต

สัญญายาว

รายได้มั่นคง

ไม่เน้น yield สูง แต่ risk ต่ำมาก อันนี้ในอุดมคติ

4. คลินิกเฉพาะทาง

คลินิกความงาม

คลินิกแพทย์เฉพาะทาง

> ยังไม่ต้อง branding จัดมาก เน้นแต่งเรียบๆไม่หวือหวา

ภาพรวม

รายได้ = ค่าเช่าระยะยาว

ไม่มีใครรู้จักคำว่า Airbnb / Creator / Cafe hopping / Home Cafe

บ้าน = “ทรัพย์นิ่ง สร้างรายได้แบบเสถียร อันนี้คือห่านทองคำ"

---

พอสัก 5 ปีก่อน (ประมาณ 2019–2020)

> ยุค Transition: Instagram, คาเฟ่, Co-working, Airbnb โคตรบูม

ธุรกิจที่เริ่ม “เปลี่ยนเกม”

1. Cafe + Lifestyle Space

คาเฟ่บ้านสวน

คาเฟ่ในบ้านเก่า

คนมาหา ประสบการณ์ ไม่ใช่แค่กินกาแฟ

2. Airbnb / Boutique Stay

บ้านใหญ่ แปลงสวย

ทำเป็น Private Stay

ลูกค้าต่างชาติ / กลุ่มเพื่อน / ครอบครัว

3. Co-working / Creative Office

Startup

Digital agency

Content house

4. Wellness & Studio

Yoga / Pilates

สตูดิโอถ่ายภาพ

Workshop space

5. คลินิกความงามยุค Branding

บ้านกลายเป็น “แบรนด์”

ต้องสวย ถ่ายรูปได้ Instagram able

ภาพรวม

บ้านเริ่ม “สร้างรายได้มากกว่าผ่อน”

Yield สูงขึ้น แต่ต้องบริหาร

Owner-operator เริ่มสำคัญ ต้องขยันปรับปรุงหรือหาคนที่มี Design Idea

---

⏩ ปีที่แล้ว – ปัจจุบัน (2024–2025)

> ยุค Experience + Creator + Hybrid Use บ้าน = Platform ทำเงิน

ธุรกิจที่บ้าน Size ใหญ่ “ทรงพลังมาก” ทำได้ทุกอย่างเลย

1. Hybrid Home Office / HQ

บริษัทเล็ก-กลาง

ใช้เป็น:

Office

Studio

Showroom

Content base

ลดค่าเช่าตึก แต่ได้ Brand Identity

2. Creator House / Production House

YouTube / TikTok / Podcast

Live commerce

AI / Content team

> บ้าน = โรงงานผลิตคอนเทนต์

3. Wellness & Longevity Space

Anti-aging

Mental wellness

Retreat city version

Health community

หลายคนแปลงบ้านมาทำ Wellness เข้าถึงธรรมชาติ

4. Private Club / Community Space

Member-only

Business club

นักลงทุน / Founder / Wellness
หลายทำเลมีที่รกร้างถูกแปลงมาเป็น Small Communities

5. High-end Airbnb / Monthly Stay

กลุ่ม Expat

Digital nomad ระยะยาว

Family stay

> ไม่ใช่แข่งราคาถูกละ แต่แข่งคุณภาพล้วน มีทั้ง Super Host / Airbnb Experience หลายหลังบน Airbnb คือหลัก 30 - 50k / คืน

6. Pet Park / Pet Wellness
หลายที่โดยเฉพาะสุขุมวิท ทำบ้านเป็น Pet Spa รับฝากสัตว์เลี้ยง

จากภาพรวมตอนนี้

บ้านไม่ใช่ “อสังหาฯ” อย่างเดียวแล้ว

แต่คือ Operating Asset
เจ้าของคนไหนมองภาพออกสร้างรายได้หลายทาง
จริงๆถ้านึกไม่ออกไปคุยกับ Agent ก็พอได้ Idea นะ

🔑 สรุปสั้นๆเลย

ช่วงเวลา บ้านถูกมองเป็น

10 ปีก่อน ที่อยู่อาศัย / สำนักงาน
5 ปีก่อน ธุรกิจ + ประสบการณ์
ปีที่แล้ว Platform ทำเงิน + Brand + Communities

💡 Insight สำหรับวันนี้

บ้านทำเลดี Size ใหญ่:

❌ ไม่ควรถูกถามว่า “เช่าได้เท่าไหร่”

✅ ควรถามว่า “เอาไปแตกเป็นกี่ธุรกิจได้บ้าง”
main-image
profile-avatar
Assavasereenon Blue 2 เดือนที่แล้ว
ความรู้

😵‍💫 ก็ตั้งชื่อมันซะแบบนี้…. ลูกค้าและนายหน้า ก็ว้าวุ่นกันเลยล่ะสิ ไปผิดกันประจำ เหนื่อยใจ

ผู้ประกอบการอสังหาฯชอบตั้งชื่อโครงการให้มันคล้ายกัน เพราะบางครั้งชื่อทำเลที่ต่อท้ายโครงการ มันก็ดึงดูดความน่าสนใจได้มาก

แต่รู้ไหมมันว้าวุ่นมาก...เวลานัดลูกค้า หลายทีเราจะให้ พิกัดไปพร้อม ชื่อตึกแบบเป๊ะๆ แต่บางทีคอนโดในกรุงเทพชื่อเหมือนกันเยอะมาก บางทีไปกันผิดตึกตลอด เช่น

นัด Life Asoke Rama 9 ไป Life Asoke

นัด Rhythm Asoke ไป Rhythm Asoke 2

นัด Ideo Rama 9 ไป Ideo New Rama 9

นัด Ideo Mobi Asoke ไป Ideo Rama 9 Asoke

นัด Sindhorn Lumpini ไป Sindhorn Tonson

นัด Life Ladprao ไป Life Ladprao Valley

นัด Esse Asoke ไป Esse Complex

นัด Rhythm Ekkamai ไป Rhythm Suk 42

นัด Rhythm Sathorn ไป Rhythm Sathorn Nara

นัด Ashton Asoke ไป Ashton Asoke Rama 9

นัด Ashton Silom ไป Ashton Chula Silom

นัด mobi east point ไป mobi east gate

นัด ideo q ราชเทวี ไป ideo q สยาม ราชเทวี

นัด The Base Park East ไป Park West

นัด Noble Be 33 ไป Noble Around 33

นัด Knightsbridge Prime Ratchayothin ไป Knightsbridge Space Ratchayothin

นัด Life Ratchada ไป Life Ratchada-Huaikwang
main-image
profile-avatar
Assavasereenon Blue 2 ปีที่แล้ว
ความรู้

มิจฉาชีพเยอะมาก คนทำงานสาย Agent ต้อง เช็คให้ชัวร์ ด้วยขั้นตอนดังนี้

ช่วงนี้หลอนไปหมดแล้ว บางทีมีคนโทรมาต้องถามก่อนว่า บริษัทนี้จริงเปล่า ตอนเช้ามีคนโทรมาจาก Kerry และ Flash สนใจอยากเช่าพื้นที่ทำโกดัง ดีที่ลง WhosCall ไว้ มันโชว์ว่าไม่ใช่ มิจฉาชีพ

เลยฝากเตือนคนทำงานสาย Agent ว่า App ที่ต้องมีในเครื่องคือ

1. Whoscall สำหรับโชว์ว่าเบอร์ที่ติดต่อเรามาคือมิจฉาชีพไหม

2. เช็ครายชื่อคนโกง อันนี้เอาไว้เช็คก่อนโอนเงิน บางคนก็เช็คไม่ได้ถ้าเปลี่ยนชื่อ - นามสกุล https://www.blacklistseller.com/

3. อีกเคสที่โดนกันบ่อยๆคือ มิจฉาชีพส่ง SMS ปลอมเป็นธนาคารหรือหน่วยงานต่างๆ โดยบ่อยคือ ได้เงินประกันค่าไฟจาก MEA ซึ่งไม่มีจริง

โดยใช้ชื่อ SMS เดียวกัน และส่งแทรกเข้าในกล่องข้อความจริงของธนาคาร หรือหน่วยงานต่างๆ

ใน SMS มีลิงก์ปลอมแนบมาให้คลิก เพื่อหลอกให้ดาวน์โหลดแอป หรือหลอกให้แอดไลน์ปลอม อ่านเพิ่มเติม ระวังสักนิดก่อนคลิกดาวน์โหลดแอป

คำถามคือทำไม SMS ปลอม ถึงมาอยู่ใน SMS เดียวกับของธนาคารหรือหน่วยงานต่างๆ

มิจฉาชีพใช้เสาสัญญาณเถื่อน (False Base Station หรือ FBS) เพื่อส่ง SMS ปลอมแทรกเข้าไปในกล่องข้อความจริงของธนาคารหรือหน่วยงานต่างๆ

SMS ปลอมที่ส่งมา ไม่ได้ถูกส่งผ่านเครือข่ายสัญญาณของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ และไม่ผ่านระบบ SMS ของธนาคารหรือหน่วยงานต่างๆ

4. อีกอันที่เจอบ่อยมากๆ คือแนวทาง Romance Scam คือทักมาคุยเรื่องอื่น แกล้งทักผิดบ้าง แกล้งว่าจะซื้อคอนโดบ้าง แต่ท้ายสุดก็ชวนคุยเรื่องอื่น ทักมาคุยนู่นนี่ คือถ้าไม่ใช่เพื่อนนี่ตัดทิ้งเลย พวกนี้มักหลอกให้ตายใจก่อน ค่อยแกล้งชวนคุยเรื่องลงทุน หรือขอยืมเงินโดยให้ดอกเบี้ยผลตอบแทนสูง

5. อีกประเภทที่ช่วงนี้ระบาดหนัก นายหน้าเจอกันทุกคนคือ มาขอซื้อคอนโดโดยไม่ดูห้อง เอะอะจะขอแลกเงินลูกเดียว บอกมีเงินจีน 5 - 10 ล้านหยวน แต่ติดว่าเงินอยู่จีน ต้องขอแลกเงิน โดยจะโอนเงินให้ปลายทางมาที่เรา แล้วเราโอนส่วนต่างให้เพื่อนเค้าที่อยู่ไทย (งงว่าทำไมไม่โอนให้เพื่อนไปวะ)

โดยพวกนี้จะส่ง Slip ปลอมว่าโอนแล้ว แต่เงินไม่เข้าเรา มากดดันให้โอนให้เพื่อนต่อ หรือขอแลกผ่าน Crypto แลกพวก USDT /BTC ให้ราคาสูงกว่าตลาด
อันนี้ก็หลอกอีก

ท้ายสุดแล้วสิ่งที่เราควรมีคือ สติ และพึงระลึกไว้เสมอว่า

Nothing in this world worth having comes easy.
main-image
profile-avatar
Assavasereenon Blue 2 ปีที่แล้ว
ความรู้

อยากซื้อบ้าน /คอนโด ผ่อนตรงกับเจ้าของ ทำอย่างไร มีข้อจำกัดอะไรบ้าง แล้วต้องทำยังไง ดูข้อมูลตามนี้เลย เรามีคำตอบ

มีคำถามในกลุ่มอสังหา ที่น่าสนใจว่า เป็น Freelance หรือมีอาชีพอิสระ อยากซื้อบ้าน /คอนโด ผ่อนตรงกับเจ้าของทำได้ไหม มีข้อจำกัดอะไรบ้าง แล้วต้องทำยังไง ดูข้อมูลตามนี้เลย เรามีคำตอบ

การซื้อผ่อนตรงเจ้าของ ในที่นี้เราเรียกว่า

การเช่าซื้อคอนโด สามารถทำได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร มีการทำสัญญาเช่าซื้อคอนโด ลงชื่อกำกับทั้งผู้ให้เช่าซื้อและผู้เช่าซื้อ ไม่อย่างนั้นจะถือว่าเป็นโมฆะ นอกจากนี้สัญญาเช่าซื้อคอนโดจะต้องมีรายละเอียดที่ครบถ้วน ชัดเจน และถูกต้อง ดังนี้ครับ

1. รายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์และคู่สัญญา เช่น ที่ตั้งคอนโด เลขห้อง และข้อมูลของผู้ทำสัญญาทั้ง 2 ฝ่ายตามมาตรฐานของสัญญาทั่วไป

2. การชำระเงินและค่าใช้จ่าย โดยระบุให้ชัดเจนว่า จ่ายงวดละเท่าไหร่ จำนวนทั้งหมดกี่งวด รวมเป็นเงินเท่าไหร่ โดยกำหนดว่าแต่ละงวดจะจ่ายภายในวันที่เท่าไหร่ และหากไม่จ่าย มีค่าปรับหรือดำเนินการอย่างไร นอกจากนี้ยังต้องระบุถึงความรับผิดชอบในการจ่ายค่าน้ำไฟ ภาษี ค่าส่วนกลาง ค่ากองทุน เป็นต้น

3. การใช้ประโยชน์จากทรัพย์ที่เช่าซื้อ เช่น ห้ามนำคอนโดที่เช่าซื้อไปให้ผู้อื่นเช่าต่อ หากต่อเติมจะต้องได้รับอนุญาตจากผู้ให้เช่าซื้อเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนดำเนินการ ดูแลรักษา ซ่อมแซมห้องให้ดูดีอยู่เสมอ ไม่รบกวนสิทธิของผู้อื่นที่อยู่ในคอนโดเดียวกัน เป็นต้น

นอกจากนั้นจะต้องกำหนดโทษไว้ด้วยว่า ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิที่จะส่งหนังสือแจ้ง หากผู้เช่าซื้อไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิในการเรียกค่าเสียหายหรือบอกเลิกสัญญาได้

4. การโอนสิทธิตามสัญญา ในกรณีที่ผู้เช่าซื้ออยากเปลี่ยนสิทธินี้ให้กับผู้อื่นเป็นคนจ่ายต่อ สามารถทำได้ แต่ต้องระบุว่าภาระค่าใช้จ่ายในการโอนนั้นใครจะเป็นผู้จ่ายให้

5. การประกันภัยคอนโดที่เช่าซื้อ จะทำหรือไม่ขึ้นอยู่กับการตกลงของทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งต้องตกลงกันว่าใครจะเป็นผู้จ่ายค่าประกันภัยและใครจะเป็นผู้รับผลประโยชน์

6. การปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อนี้เหมือนกับการทำสัญญาเช่าที่ต้องระบุให้ปฏิบัติตามข้อบังคับของนิติบุคคล

7. การดำเนินการ กรณีผู้เช่าซื้อผิดนัด ไม่ยอมจ่ายค่าเช่างวดใดงวดหนึ่ง จะต้องมีการระบุไว้ด้วยว่ามีค่าปรับเท่าไหร่ เช่น ปรับ 10% ของเงินที่ค้างชำระต่อปี และหากมีการผิดสัญญาไม่จ่ายค่าเช่า 2 งวดติดกัน ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ และเงินที่ผู้เช่าซื้อชำระไว้ก่อนหน้า ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิริบได้ทั้งหมด และผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิที่จะกลับเข้าไปยึดครองคอนโดที่เช่าซื้อนั้นได้ทันที

8. การบอกเลิกสัญญา ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ หากผู้เช่าซื้อผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่ง

9. การโอนกรรมสิทธิ์ หากมีการจ่ายค่าเช่าจนครบตามจำนวนที่ตกลงกันไว้แล้ว ผู้ให้เช่าซื้อจะโอนกรรมสิทธิ์ให้เรียบร้อยภายในเมื่อไหร่ เช่น ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้จ่ายค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ครบถ้วน รวมถึงการกำหนดค่าธรรมเนียม ค่าอากร ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการโอนกรรมสิทธิ์ว่าใครจะจ่ายส่วนไหน หรือแบ่งกันจ่ายคนละครึ่ง

ใครสนใจอยากซื้อในเงื่อนไขนี้ ทักหลังไมค์มาคุยกับเราได้เลย

#Spacefinder #condoforsale #houseforsale #bangkok #อสังหาเพื่อการลงทุน
main-image
profile-avatar
Assavasereenon Blue 2 ปีที่แล้ว